…
ช่วงบ่ายวันนี้ มีนางแบบสาวสวยคนหนึ่ง มานั่งอยู่ที่บริเวณที่นั่งรับแขก ในสำนักงานนิตยสารผู้ชายที่ผมทำงานประจำอยู่ เธอกำลังรอเข้าพบบรรณาธิการและช่างภาพ เพื่อการดูตัวและสัมภาษณ์ ก่อนที่จะคัดเลือกเธอเป็นนางแบบถ่ายภาพเซ็กส์ซี่ลงในนิตยสารฉบับนี้
จากที่นั่งทำงานของผม สามารถมองไปเห็นเธอได้ถนัดถนี่ เธอมาพร้อมกับผู้จัดการส่วนตัว ทั้งสองกำลังนั่งคุยกันอย่างออกรส ผมลอบมองดูเธออย่างพินิจพิเคราะห์ เธอสวยและดูอ่อนเยาว์ จนไม่น่าเชื่อว่ากำลังจะมาเป็นนางแบบถ่ายภาพวับๆ แวมๆ แบบนี้ได้
เธอคงจะเป็นนางแบบมืออาชีพจริงๆ เพราะถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่ได้อยู่หน้ากล้องถ่ายรูปและชุดไฟ แต่ทุกกิริยาการเคลื่อนไหวของเธอ ช่างงดงามหมดจด ราวกับว่าเธอโพสต์ท่าถ่ายรูปอยู่ทุกขณะจิต แม้ยามยิ้ม หัวเราะ หรือแม้แต่ตอนเปลี่ยนอิริยาบถ สลับขาไขว่ห้าง
ดูเหมือนเธอจะเริ่มรู้สึกตัวว่ากำลังมีใครแอบมองอยู่ เธอเงยหน้าและมองมาทางผม สายตาของเราประสานกัน ผมรู้สึกหน้าแดงวูบ จนต้องเฉไฉแสร้งทำเป็นมองไปที่อื่นสักพัก ก่อนที่จะก้มหน้าก้มตากดแป้นคีย์บอร์ดที่อยู่ตรงหน้า ทำทีเป็นว่ากำลังพิมพ์งานอย่างคร่ำเคร่ง
น่าแปลกดี ที่เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อหลายวันก่อน ตอนที่มีพระเอกละครคนหนึ่ง มาเยี่ยมเยียนที่ออฟฟิศแห่งนี้ แล้วบรรดาพนักงานสาวๆ จากทุกชั้นทุกแผนก ต่างพากันมาเสนอหน้าและกรี๊ดกร๊าดพระเอกคนนี้
แต่พอมาถึงเวลานี้ มีนางแบบสาวสวยสุดเซ็กส์ซี่มานั่งอยู่ที่บริเวณรับแขก แต่ผมกลับได้แต่นั่งก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าแม้แต่จะมองเธอ
เมื่อเหลียวไปมองเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่เป็นผู้ชาย พวกเขาก้มหน้าก้มตาทำงานกันไป ไม่สนใจเลยว่ามีนางแบบสาวสวยมานั่งอยู่ตรงหน้า ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังคร่ำเคร่งอยู่กับงานจริงๆ หรือเปล่า แต่ก็ไม่อยากไปเหมารวมว่าพวกเขากำลังหัวใจเต้นโครมครามเหมือนกับผม
โลกเปลี่ยนไป และผู้คนก็เปลี่ยนไปจริงๆ คนที่มักแสดงท่าทีเจ้าชู้ไม่ใช่ผู้ชายอีกแล้ว แต่กลับกลายเป็นผู้หญิงที่น่าจะต้องเป็นฝ่ายที่สงบเสงี่ยม
ความเดิมจากตอนที่แล้ว ที่เกี่ยวกับบรรดาเพื่อนร่วมงานสาวๆ ที่มักจะพากันมานั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นกลุ่มๆ เพื่อเข้าไปในเว็บไซต์บริการจับคู่ ในระหว่างพักเที่ยงและหลังเลิกงานตอนเย็น แล้วก็หัวเราะต่อกระซิกกัน
สำหรับผมเอง ไม่ค่อยชอบที่จะมานั่งแชตอินเตอร์เน็ตด้วยเครื่องสาธารณะที่ออฟฟิศแบบนี้หรอก ผมจะแชตเฉพาะตอนที่ใช้เครื่องที่บ้าน และอยู่ในห้องคนเดียวมากกว่า เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ และเนื่องจากเกิดมีความละอายซ่อนอยู่ลึกๆ
สังคมคาดหวังกับผู้ชายเอาไว้สูง โดยเฉพาะในเรื่องการแสดงออก ความห้าวหาญ ซึ่งไม่จำเป็นที่ผู้ชายทุกคนจะเป็นได้ตามนั้น เช่นเดียวกับที่สังคมคาดหวังความเรียบร้อยสงบเสงี่ยมจากผู้หญิงไว้สูง และผู้หญิงทุกคนก็ไม่จำเป็นต้องเป็นตามนั้นเช่นกัน
จิตใจของมนุษย์เป็นสิ่งซับซ้อน แต่สังคมกลับเป็นสิ่งที่ซับซ้อนยิ่งกว่า เพราะถึงแม้มันจะก่อร่างขึ้นมาจากการที่มนุษย์มาอยู่ร่วมกัน แต่มันได้ขยายตัวและสร้างข้อกำหนดมากมายมากดทับลงบนจิตใจของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น ผมอยากจะชวนนางแบบสาวคนนั้นพูดคุย หรืออย่างน้อยที่สุดก็เพียงแค่อยากจะส่งยิ้มให้เธอ แต่กลับทำไม่ได้
เธอเดินเข้าไปในห้องของบรรณาธิการ ไม่รู้ว่าเธอหันมามองผมบ้างหรือเปล่า เพราะผมไม่กล้าแม้แต่จะโงหัวขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์
แต่ไม่เป็นไรหรอก อีก 1-2 เดือน ผมคงจะได้มองเห็นเธอเต็มตา บนหน้านิตยสารฉบับที่เธอกำลังจะไปเป็นแบบให้ ถึงแม้ผมมองตัวจริงของเธอไม่ได้ แต่ก็สามารถมองเธอได้ด้วยการผ่าน “สื่อกลาง” คือนิตยสาร
“สื่อกลาง” ได้เข้ามาช่วยเติมเต็มความต้องการในการสื่อสาร ให้กับชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งมีช่องว่างอันเกิดมาจากข้อจำกัดทางกายภาพ เช่นระยะทางและเวลา อีกทั้งยังมีข้อกำหนดทางสังคมที่มีอยู่มากมาย ข้อกำหนดเกี่ยวกับเพศดังตัวอย่างข้างต้น ก็เป็นหนึ่งในนั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัจจุบัน เรามีสื่อกลางที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง อย่างอินเตอร์เน็ต ก็จะยิ่งมีส่วนช่วยในการเข้ามาถมช่องว่างของความสัมพันธ์ ระหว่างคนสองคน ชายกับหญิง
ผู้หญิงใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อที่จะเป็นสื่อกลางในการแสดงออก เปิดตัวเองออกไปสื่อสารกับผู้ชายได้อย่างเหมาะสม มีความสะดวกรวดเร็ว และปลอดภัยมากขึ้น
ในขณะที่ผู้ชายก็ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อเป็นสื่อกลาง ในการหลบเลี่ยงการเผชิญหน้า ด้วยการปกปิดตัวเองอยู่หลังเครื่องคอมพิวเตอร์
ด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการสื่อสาร และด้วยวิธีการเดียวกันคือการใช้อินเตอร์เน็ต แต่เหตุผลและความคิดที่อยู่เบื้องหลังการกระทำนั้นแตกต่างกัน
ผู้หญิงแข็งแกร่งขึ้น และค่อยๆ กลายร่างเป็นชะนี ในขณะที่ผู้ชายก็ค่อยๆ อ่อนแอลง กลายเป็น loser แล้วจะเหลือใครที่จะเป็นได้ดั่งขุนแผนหรือคาซาโนว่า พฤติกรรมการเกี้ยวพาราสีระหว่างสองเพศก็อาจจะกำลังเปลี่ยนรูปแบบไป เป็นการขับเคี่ยวและต่อรองกันแบบใหม่
เหมือนกับเรื่องการปฏิวัติ ที่ถ้าปฏิวัติสำเร็จเราก็จะเรียกว่าการรัฐประหาร แต่ถ้าปฏิวัติล้มเหลวเราก็จะเรียกมันว่าการกบฎ เปรียบเทียบกับผู้หญิง ถ้าเธอเป็นฝ่ายเสนอความรักออกไปก่อน แล้วประสบความสำเร็จ เราก็จะเรียกเธอว่า “สาวมั่น” แต่ถ้าเธอล้มเหลว เธอก็จะยืดอกขึ้นแล้วบอกว่า “ฉันไม่แคร์” เพราะเธอเป็น “ชะนีเหล็ก”
นางแบบสาวคนนั้นเดินออกมาจากห้องบรรณาธิการ ผมเงยหน้าขึ้นไปแล้วปะทะกับสายตาของเธอที่มองมาพอดี ผมหลบสายตาเธอ ในใจก็ได้แต่หวังให้เธอได้รับการคัดเลือกสำหรับงานนี้
สำหรับผู้ชาย ถ้าเราเสนอความรักออกไปแล้วล้มเหลว เราก็กลายเป็น “loser” ดังนั้น เราจึงต้องเป็นฝ่ายเก็บซ่อนมันเอาไว้
…