วิทยากร เชียงกูล โลกทุนนิยมที่ครอบงำโดยบรรษัทข้ามชาติ มีการค้นคว้าทดลองและนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตสินค้าและบริการสู่ตลาดมาก เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการใช้ชีวิตและการบริโภคของประชาชน เกิดการทำลายทรัพยากรและสภาพแวดล้อม เช่น ท้องฟ้า ทะเล แม่น้ำลำคลอง มีมลภาวะมากขึ้น เกิดภาวะโลกร้อน สภาพอากาศแปรปรวน ฯลฯ เพิ่มขึ้น ทั้งการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ยังอาจทำให้ผลกระทบด้านลบในระยะยาวอีกหลายอย่าง ที่เรายังไม่มีความรู้มากเพียงพอ แต่บรรษัทข้ามชาติรีบนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆเช่น พลังงานนิวเคลียร์ การตัดแต่งพันธุกรรม ยา และสารอาหารใหม่ๆฯลฯ มาใช้เพียงเพื่อผลกำไร โดยยังไม่ได้มีการวิจัย หรือยังไม่ทราบถึงผลด้านลบในระยะยาว
ด้วยความห่วงใยต่อปัญหานี้ รัฐบาลของประเทศที่เข้าร่วมประชุมสุดยอด เรื่องสภาวะของโลก Earth Summit ที่เมืองริโอ ในปี ค.ศ.1992 ได้ประกาศให้ใช้ “หลักการปลอดภัยไว้ก่อน” (Precautionary law) เป็นกฏหมายนานาชาติ กล่าวคือ ถ้ามีโครงการหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆอะไรที่เสี่ยงต่อการทำลายสภาวะแวดล้อม และสุขภาพของคน พืช สัตว์ อย่างร้ายแรง หรือไม่สามารถแก้ไขให้กลับคืนเหมือนเดิม ไม่มีความแน่นอนทางวิทยาศาสตร์ ให้ระงับการใช้ไว้ก่อน จนกว่าจะมีการวิจัยยืนยันว่าปลอดภัย
หลักการนี้สำคัญ เพราะสิ่งประดิษฐ์ใหม่ล้วนต้องใช้เวลาทดลองวิจัยหลายปี จึงจะทราบผลกระทบของมัน และบางอย่างอาจจะเสี่ยงว่าทำให้เกิดความเสียหาย ชนิดที่ไม่สามารถแก้ไขกลับคืนเหมือนเดิมได้จึงไม่ควรรีบใช้ ทั้งๆที่รู้ว่ามีความเสี่ยง เพราะเป็นการผลักภาระให้ผู้บริโภคโดยที่พวกเขาไม่รู้ข้อมูลอย่างครบถ้วน เนื่องจากบรรษัทได้ปกปิดเรื่องความเสี่ยงไว้ และกล่าวเฉพาะผลดี เพื่อที่จะขายสินค้าของตน เช่น การที่ผู้หญิงตั้งครรภ์ในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม ใช้ยาทาลิโดไมด์เพื่อช่วยแก้อาการแพ้ท้องและช่วยให้นอนหลับ แต่กลับมีผลข้างเคียง ทำให้เด็กที่คลอดออกมาพิการจำนวนมาก กว่าจะพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ และรัฐบาลประกาศห้ามใช้ ก็ใช้เวลาถึง 30 ปี เด็กที่พิการก็มีพิการไปแล้ว
หลักการ “ปลอดภัยไว้ก่อน” นี้ได้รับการคัดค้านจากบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งมีอิทธิพลต่อรัฐบาลหลายรัฐบาล โดยเฉพาะประเทศที่มีบรรษัทข้ามชาตินิยมผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ๆเพื่อหากำไรมากอย่าง สหรัฐฯ แต่ในยุโรป เช่น สวีเดน เยอรมนี สก๊อตแลนด์ นอร์เวย์ รวมทั้งออสเตรเลีย รัฐบาลยอมรับหลักการนี้ และใช้เป็นกฏหมายในประเทศของตน เช่นยุโรปสั่งห้ามนำเข้าเนื้อวัวจากสหรัฐฯ จากฟาร์มที่เลี้ยงวัวด้วยฮอร์โมนเติบโตสังเคราะห์ แต่สหรัฐฯไปฟ้ององค์การค้าโลก (WTO) ว่า ยุโรปปิดกั้นเสรีทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม เพราะยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า เนื้อวัวดังกล่าวเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค รวมทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ ยังเป็นรัฐบาลเดียว ที่ไม่ยอมเซ็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศเพื่ออนุรักษ์สภาพแวดล้อมของโลก อ้างว่ายังไม่มีการพิสูจน์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ว่าการกระทำของมนุษย์มีผลให้ภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลง ทั้งๆที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกรวมทั้งในสหรัฐฯเองเห็นว่า มีความเชื่อมโยงกันอย่างสำคัญ แต่รัฐบาลสหรัฐฯเข้าข้างฝ่ายนายทุน ที่เห็นแก่กำไรส่วนตัวมากกว่าความปลอดภัยของชาวโลก
ปัญหาคือองค์การค้าโลก (WTO) ที่ครอบงำโดยประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม และแนวคิดส่งเสริมการค้าเสรีเพื่อกำไรสูงสุด ยังไม่รับหลักการปลอดภัยไว้ก่อนนี้ ดังนั้น ประชาชนจึงควรจะศึกษา และเผยแพร่ความรู้เรื่องนี้ให้กว้างขวางขึ้น และมีบทบาทในการผลักดันรัฐบาลในประเทศของตนให้รับหลักการข้อนี้ หรืออาจจะออกกฎหมายที่มีข้อจำกัด ที่เฉพาะเจาะจงบางอย่าง เพื่อป้องกันสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนในประเทศของตน เช่น ในสหรัฐฯ เองก็มีกฎหมายว่าด้วยน้ำสะอาด กฎหมายปกป้องสภาพแวดล้อมแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน ที่คำนึงถึงหลักการปลอดภัยไว้ก่อน โดยแม้จะไม่ได้ใช้คำๆนี้ก็ตาม
ปัญหาอีกปัญหาหนึ่ง คือ ขณะที่ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม ตั้งมาตรฐานการผลิตสินค้าที่ปลอดภัย และไม่ทำลายสภาพแวดล้อมในประเทศของตนไว้สูง เนื่องจากประชาชนในประเทศของตนตื่นตัว แต่บรรษัทข้ามชาติจากประเทศเหล่านี้ ยังคงไปลงทุนและส่งสินค้าที่ทำลายหรือมีความเสี่ยงต่อสุขภาพและสภาวะแวดล้อม ไปให้กับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรัฐบาลสนใจส่งเสริมการลงทุนและการค้ากับต่างประเทศมากกว่าเรื่องสุขภาพและสภาวะแวดล้อม ขณะที่ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา มีความรู้ข้อมูลข่าวสารน้อยกว่า มีความยากจน อำนาจต่อรอง และความตื่นตัวเรื่องสุขภาพและสภาพแวดล้อม น้อยกว่าประชาชนในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม
การที่นายทุนจากประเทศร่ำรวยโยกย้ายโรงงาน และส่งสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อสภาพแวดล้อม และสุขภาพไปประเทศยากจน นอกจากจะเป็นผลเสียหายต่อประชาชน และสภาพแวดล้อมในประเทศกำลังพัฒนาโดยตรงแล้ว ยังเป็นผลเสียหายทางอ้อมต่อประชาชนทั้งโลก เพราะเราต่างอยู่ในโลกใบเดียวกัน ที่มีความเกี่ยวข้องทางสภาพแวดล้อม ซึ่งมีผลกระทบเชื่อมโยงกันทั้งโลก การหลีกปัญหาในประเทศตนเอง ด้วยการไปทำลายป่าของประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศอื่น มีผลกระทบต่อภัยแล้ง น้ำท่วม ความผันแปรของสภาพภูมิอากาศในประเทศเจ้าของทุน ไม่ต่างไปจากการทำลายป่าในประเทศของเขาเอง การทำลายสภาพแวดล้อมในเรื่องอื่นๆก็มีผลกระทบต่อคนทุกประเทศ ทุกชนชั้นเช่นกัน
แนวคิดและข้อตกลงระหว่างประเทศเรื่อง Carbon Credit ที่กำหนดให้ประเทศต่างๆลดการปล่อยคาร์บอน (และก๊าซพิษอื่นๆ) ไปในอากาศ ลงในปริมาณเท่านั้นในปีนั้นปีนี้ หากประเทศไหนยังทำไม่ได้ก็ให้ชดเชย โดยไปซื้อเครดิตจากประเทศกำลังพัฒนา ที่ปล่อยคาร์บอนน้อยแทน เช่น ไปปลูกป่า หรือให้ทุนไปช่วยพัฒนาสภาพแวดล้อมในประเทศนั้น แม้จะมีส่วนดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย และน่าจะทำให้ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมพยายามปล่อยคาร์บอนลดลง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยังทำให้ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม คงปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้นได้ต่อไป คือ ไม่ได้ลดการเพิ่มคาร์บอนของทั้งโลกลง และการจ่ายเงินจำนวนหนึ่งช่วยปลูกป่าหรือช่วยเหลือด้านอื่นๆ อาจจะได้ผลดีไม่เท่าผลเสีย จากการที่พวกเขาปล่อยคาร์บอนขึ้นไปในอากาศ
..ถ้าหากมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
โดยไม่มีความก้าวหน้าทางสังคม ก็จะมีการเพิ่มขึ้นของความทุกข์ยาก
ของมนุษยชาติโดยอัตโนมัติ..
ไมเคิล แฮริงตัน (ค.ศ.1928 - 1989)
ประธานพรรคสังคมนิยมสหรัฐอเมริกา
ที่มา
วิทยากร เชียงกูล
อนาคตเศรษฐกิจโลกและทางออกของไทย. - กรุงเทพ ฯ : บ้านพระอาทิตย์, 2550.
176 หน้า.
ISBN 978-974-13-0621-3
+++