…
“ผู้หญิงขับแน่นอน”
เพื่อนของผมเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง ขณะที่กำลังขับรถอยู่ สองมือกำพวงมาลัยแน่น สองตาขมึงทึงมองไปทางกระจกหน้ารถ เหมือนอยากจะกินเลือดกินเนื้อคนขับรถคันข้างหน้า
ผมนั่งที่เบาะข้างคนขับ มองออกไป เห็นรถเก๋งญี่ปุ่นคันหนึ่งขับคร่อมเลน จะซ้ายก็ไม่ซ้าย จะขวาก็ไม่ขวา แถมยังขับช้ากีดขวางทางจราจร ทำให้รถข้างหลังขับติดกันมาเป็นแถวยาว
ความจริงแล้วพวกเราสองคน ไม่ได้รีบร้อนจะไปไหนกันหรอก แค่จะไปเดินซื้อของที่ศูนย์การค้าและหาอะไรทานตอนเย็น เพียงแต่เขา ออกจะเป็นคนที่ขับรถแล้วใจร้อนสักหน่อยเท่านั้นเอง
เพื่อนของผมบีบแตรไล่ไปสองครั้ง แล้วจึงตีรถออกทางขวามือ เหยียบคันเร่งเพื่อแซงขึ้นไป เราสองคนซ้ายหันพร้อมกัน เพื่อดูหน้าคนขับรถคันนั้น
“อ้าว ผู้ชายนี่นา ขับรถอย่างกับผู้หญิง” เขากล่าว ระหว่างที่พวกเรากำลังแซงและทิ้งห่างรถคันนั้นไว้เบื้องหลัง
คำที่มีความหมายเกี่ยวกับผู้หญิง กลายเป็นคำด่าไปตั้งแต่เมื่อไร ก็ไม่ทราบเหมือนกัน เท่าที่พอจะนึกขึ้นมาได้ตอนนี้ ก็พบว่ามีการใช้คำด่าในทำนองเดียวกันนี้หลายคำ ซึ่งมีความหยาบคายมากกว่าด้วยซ้ำ เช่น “ไอ้หน้าตัวเมีย” หรือ “ไปเอากระโปรงมาใส่ซะ”
แต่สำหรับบนท้องถนน ไม่จำเป็นจะต้องใช้คำที่หยาบคายมากมายขนาดนั้น แค่คำว่า “ผู้หญิง” ก็มีความหมายเป็นการดูถูกเหยียดหยามฝีมือการขับรถแบบสุดๆ แล้ว
ผมเองก็ยังขับรถไม่คล่องเท่าไร เพิ่งมีใบขับขี่เมื่อไม่นานมานี้เอง ถ้าเอารถออกมาขับ ก็คงจะขับแบบเก้ๆ กังๆ แบบรถคันนั้น แล้วถ้ายิ่งได้ยินใครมาด่าว่าขับรถเหมือนผู้หญิง ก็คงทำให้หมดความมั่นใจไปเลย
“นี่ … มันต้องแบบนี้สิ” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงฮึกเหิม ตอนที่ปาดแซงรถคันอื่นได้ ผมนั่งเกร็งตัวแข็งด้วยความหวาดเสียว และนึกไปถึงหนังเรื่อง Mad Max ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับในโลกอนาคต ยุคหลังสงครามนิวเคลียร์ ที่ผู้คนมาขับรถห้ำหั่นกัน ชนกันวินาศสันตะโร กลางถนนที่เป็นทะเลทราย
เขาว่ากันว่า ผู้ชายสามารถตัดสินใจได้รวดเร็วและเด็ดขาดกว่าผู้หญิง ดังนั้นถ้าหากเกิดเหตุการณ์คับขันอะไรขึ้นมา เช่นมีคนวิ่งตัดหน้าหรือมีรถปาดแซงมา ผู้ชายจะสามารถควบคุมสติและจัดการกับสถานการณ์ได้ดีกว่า โอกาสเกิดอุบัติเหตุก็จะน้อยกว่า
เขาคนที่กล่าวนี้เป็นใครก็ไม่รู้ กล่าวไว้เมื่อไร ที่ไหนก็ไม่รู้อีก อยู่ดีๆ ความคิดเรื่องนี้ก็อยู่ในหัว มันผุดขึ้นมาทุกครั้งเมื่ออยู่บนท้องถนน และเราทุกคนก็เชื่อตามนั้นเสียด้วย ด้วยเหตุนี้เอง ที่อาจจะเป็นส่วนสำคัญ ที่ไม่ค่อยมีคนขับรถแท็กซี่ที่เป็นผู้หญิงเลย และคนขับรถเมล์เป็นผู้หญิงก็นับว่าน้อยมาก
นี่คือตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมมาก ของการกีดกันที่เกิดขึ้นในสังคม ที่ผู้หญิงถูกกันออกไปจากท้องถนน ถึงแม้ในปัจจุบัน จะมีผู้หญิงขับรถอยู่บนท้องถนนมากมาย แต่คำด่าว่า “ผู้หญิง” บนท้องถนน ก็ยังคงแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ตรงนี้แท้จริงแล้วเป็นของใครกันแน่
มีผู้หญิงบางคนที่พยายามลบคำสบประมาท และต่อสู้กับการกีดกันนี้ ด้วยการแสดงความสามารถในการขับรถให้เร็วและสวิงสวายไม่แพ้ผู้ชาย ซึ่งพวกเธอก็ทำได้จริงๆ และก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมเสียด้วย
เพื่อนของผมเหยียบคันเร่ง แล้วปาดซ้าย ปาดขวาอย่างคล่องแคล่ว ถึงแม้การจราจรจะค่อนข้างติดขัด แต่ด้วยฝีมือการขับรถของเขา ทำให้เราเกือบจะไปถึงศูนย์การค้าแล้ว
เขาขับรถเก่งจริงๆ ที่บ้านเขารวย พ่อแม่เลยซื้อรถให้ขับมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ถ้าเป็นผมขับ ก็คงค่อยๆ กระดืบๆ มา ป่านนี้คงยังรถติดอยู่แถวไหนสักที่หนึ่ง
ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้หญิงหรอก ถึงจะขับรถแย่ๆ ได้ เพราะแม้แต่ตัวผมเองเป็นผู้ชาย ก็ยังขับรถไม่คล่อง เรื่องแบบนี้มันน่าจะขึ้นอยู่กับการฝึกฝนมากกว่า
ตอนนี้เรามาถึงบริเวณหน้าศูนย์การค้า รถคันอื่นกำลังต่อคิวอยู่ในเลน เพื่อขับเข้าที่จอดรถ แต่เพื่อนของผมตีรถออกขวา ขับออกนอกคิว เพื่อแซงรถคันอื่นๆ ขึ้นมาจนถึงคันหน้าสุด แล้วไปคอยเบียดเข้าเลนซ้าย เพื่อขอแทรกตรงปากทางเข้า
รถคันหลังเราบีบแตรดังลั่น เหมือนเป็นการด่าและเตือนว่าไม่ยอมให้แซงคิว ผมมองออกไปนอกกระจกรถทางด้านซ้าย เห็นผู้ชายที่เป็นคนขับรถคันข้างๆ มองขมึงทึงเข้ามาอย่างกับว่าอยากกินเลือดกินเนื้อพวกเรา
ผมนั่งอยู่ตรงกลางพอดี ระหว่างเพื่อนและคันข้างๆ ทั้งสองประสานสายตากันอย่างโกรธเกรี้ยว รังสีอำมหิตของทั้งสองฝ่ายพุ่งมาปะทะกัน ตัวผมเล็กฟีบลงด้วยความหวาดกลัวและอับอาย ที่ฝ่ายเราทำผิดกฎจราจร
เพื่อนของผมยังคงเชิดหน้าอย่างมั่นใจ พร้อมทั้งบ่นออกมาว่า “ผู้ชายอะไร้ … ขับรถไม่มีน้ำใจเลย”
ในขณะที่ผู้ชายในรถคันข้างๆ ก็ทำปากขมุบขมิบว่าอะไรก็ไม่รู้ ผมไม่ได้ยิน เพราะรถปิดกระจกแน่น
แต่ถ้าจะให้เดา ผมคิดว่าเขาคงด่าว่า “ผู้หญิงอะไร้ … ขับรถเฮงซวย”
…
วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ
จากหนังสือ เรื่องของผมผู้ชายไม่เกี่ยว
Hey! very good job you have done! haha
;)