|
Future of Work 6 เมกะเทรนด์กำหนดโลกธุรกิจปี 2020 |
|
|
|
|
จันทร์, 05 พฤษภาคม 2008 |
บทสนทนาที่ฮิตติดอันดับในกลุ่มผู้บริหาร พนักงานองค์กร ข้าราชการ มนุษย์เงินเดือนทั่วไป ไม่เว้นแม้แต่พ่อค้าแม่ค้าในซอยอารีย์ ฝั่งตรงข้ามบริษัทไอบีเอ็มในขณะนี้ก็คือ เรื่องภาวะสินค้าและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น เศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดีกันแน่ !!
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในวันนี้ แต่เรารู้หรือไม่ว่าสภาวะที่เราเผชิญกันอยู่หลายอย่างเป็นแรงผลักให้โลกธุรกิจเปลี่ยนไปในอีกหลายปีข้างหน้า ทั้งในแง่ความต้องการของผู้บริโภค รูปแบบการดำเนินธุรกิจ หรือแม้กระทั่งการทำงานของพนักงานในองค์กร
ผู้อ่านหลายท่านอาจยังมองไม่เห็นภาพว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างไร และมีผลต่อธุรกิจขององค์กรท่านอย่างไร วันนี้ผมมีข้อมูลน่าสนใจจากงานวิจัยของ ไอบีเอ็มเกี่ยวกับแนวโน้มหรือเทรนด์ 6 ข้อที่เป็นตัวกำหนดรูปแบบธุรกิจโลกในอีก 12 ปีข้างหน้ามาเล่าสู่กันฟัง
เมื่อไม่นานมานี้ไอบีเอ็มได้วิเคราะห์ "เทรนด์" ในปัจจุบันที่จะมากำหนดโลกธุรกิจในปี 2020 ภายใต้งานวิจัยที่ชื่อว่า "การพัฒนาเศรษฐกิจในโลกแห่งลูกบาศก์ รูบิก : เราจะเปลี่ยนเทรนด์ระดับโลกให้เป็นความมั่งคั่งในระดับท้องถิ่นได้อย่างไร" (Economic Development in a Rubik"s Cube World : How to Turn Global Trends into Local Prosperity)
ชื่อของงานวิจัยอาจฟังดูเข้าใจยากไป สักนิด เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ผมอยากให้ผู้อ่านลองนึกถึงการเล่นเกมลูกบาศก์รูบิก เวลาเราเล่นรูบิกเราจะบิดลูกบาศก์หลากสีนี้ไปเรื่อยจนกว่าจะจัดสีให้ตรงกันทุกด้านจึงถือว่าชนะ ผู้เชี่ยวชาญเคยบอกผมว่า ถ้าคุณต้องสังเกตและเข้าใจความสัมพันธ์ของสีและตำแหน่งของก้อนสี่เหลี่ยมเล็กๆ แต่ละก้อนตลอดเวลาที่บิดไปมาให้ดี คุณจะจัดการกับก้อนสี่เหลี่ยมนี้ได้อย่างรวดเร็ว
เรามาเปรียบเกมนี้กับโลกธุรกิจ ความท้าทายที่พวกเราเผชิญอยู่ก็คือ การทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านต่างๆ ในการทำงานกับด้านทั้ง 6 บนลูกบาศก์รูบิกกัน
เรามี "เมกะเทรนด์" หรือแนวโน้มสำคัญที่เป็นแรงผลัก หรือ force 6 อย่างรวมกันอยู่บนด้านหนึ่งของลูกบาศก์รูบิก ในขณะที่มีนวัตกรรมทางธุรกิจ ความต้องการของลูกค้า สภาวะการแข่งขัน การขยายธุรกิจ หรือพันธมิตรทางธุรกิจ เป็นองค์ประกอบอื่นๆ ทางธุรกิจอยู่บนอีก 5 ด้านของลูกบาศก์ แต่ไม่ว่าทั้ง 5 ด้านที่เหลือจะเป็นอะไร บนลูกบาศก์รูบิกแล้วต่างจะสัมพันธ์กันหมด
ทีนี้เรามาดู "6 เมกะเทรนด์" ที่อยู่บนด้านหนึ่งของลูกบาศก์รูบิกด้วยกัน แล้วดูว่าด้วยแรงผลักดันจากเมกะเทรนด์เหล่านี้จะมีข้อเสนอแนะในการรับมือกับแนวโน้มนี้อย่างไร
เมกะเทรนด์แรก คือ กระแสโลกาภิวัตน์ที่อยู่รายล้อมตัวเราทุกคน ถึงแม้โลกาภิวัตน์จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ตอนนี้การเปลี่ยนแปลงดำเนินไปอย่างรวดเร็วและขยายขอบเขตกว้างขวางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ตามข้อมูลขององค์การการค้าโลก (WTO) สัดส่วนของสินค้าและบริการที่ซื้อขายกันข้ามโลกเพิ่มขึ้นจาก 40% ในปี 1990 เป็นเกือบ 60% ในปี 2005 โดยเป็นผลมาจากการดำเนินการของ WTO และมาตรการกีดกันทางภาษีที่ลดลง จำนวนบริษัทที่ทำการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า เป็น 70,000 บริษัทในช่วงเวลาเดียวกัน
เมกะเทรนด์ที่ 2 คือ ประชากรและแหล่งแรงงานทั่วโลกกำลังมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่อายุและที่อยู่อาศัย จากรายงานของสหประชาชาติในระหว่าง ปี 2000-2020 คาดการณ์ว่า 94% ของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น หรือคิดเป็น 1,800 ล้านคน จะพบอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา
และในอีก 2 ทศวรรษข้างหน้า กลุ่มประเทศในแอฟริกาตอนล่าง เอเชียใต้ และเอเชียกลาง จะมีแรงงานเพิ่มขึ้น 200-300 ล้านคน ในทางกลับกัน แรงงานในอเมริกาเหนือจะเพิ่มขึ้นเพียง 20 ล้านคนเท่านั้น ส่วนแรงงานในยุโรปและรัสเซียคาดว่าจะลดลงเกือบ 40 ล้านคน
เมกะเทรนด์ที่ 3 คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด เทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายอย่างรวดเร็วและกำลังครอบคลุมขอบเขตกว้างขวางมากขึ้น สถิติการใช้อินเทอร์เน็ตระหว่างปี 2000-2007 พบว่าจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า เป็นเกือบ 1,200 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2,000 ล้านคน ภายในปี 2010
เมกะเทรนด์ที่ 4 คือ ผู้บริโภคมีอำนาจมากขึ้น มีความรู้มากขึ้น และมีอำนาจในการตัดสินใจซื้อมากขึ้นด้วย IBM Institute for Business Value ได้วิจัยผู้บริโภคกว่า 16,900 คนทั่วโลกตลอดทั้งปี 2007 โดยผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคมีความรู้มากขึ้น และมีอิทธิพลกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อธุรกิจในหลายด้าน ไอบีเอ็มเรียกลูกค้ากลุ่มนี้ว่า "ผู้บริโภคที่รู้รอบด้าน" (omniconsumer) คนกลุ่มนี้จะไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ทั้งยังมีความรู้ความสามารถ และใกล้ชิดกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น
เมกะเทรนด์ที่ 5 คือ ความรับผิดชอบขององค์กรธุรกิจต่อสังคม (corporate social responsibility-CSR) ถือเป็น ข้อบังคับสำหรับองค์กรธุรกิจ ไม่ใช่แค่งานเสริมอีกต่อไป เนื่องจากทั้งผู้บริโภคและพนักงานได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนที่มอง CSR เป็นเพียงแค่องค์ประกอบที่ไม่เกี่ยวกับตลาด
เมกะเทรนด์ที่ 6 คือ ปัจจัยเสี่ยงที่อยู่เหนือความคาดหมาย ไม่ว่าจะเป็นความ ไม่แน่นอนทางการเมือง รวมถึงปัญหาการก่อการร้าย ภัยพิบัติต่างๆ ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจที่จะกำหนดรูปแบบตลาดในปี 2020 เช่นกัน
แล้วจะทำอย่างไร จะเตรียมตัวอย่างไรในการตอบรับผลกระทบจากเมกะเทรนด์นี้ ข้อเสนอแนะ 3 ข้อของไอบีเอ็ม เพื่อการก้าวขึ้นเป็นผู้นำทางธุรกิจในปี 2020 คือ ประการแรก องค์กรต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าธุรกิจและความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สินค้าและบริการของบริษัทได้ตอบสนองความต้องการเหล่านั้นหรือไม่ และคำนึงถึงความสำเร็จของลูกค้า และลูกค้าของลูกค้าเป็นสำคัญ
ประการที่ 2 องค์กรต้องเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักลงทุนต่างชาติที่มีความพร้อมทั้งเงินทุน คน ความรู้และความชำนาญ และเตรียมตัวรับมือกับความท้าทายเหล่านี้
ประการที่ 3 องค์กรต้องตื่นตัวอยู่เสมอเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น และไม่ลืมที่จะกำหนดปัจจัยที่ใช้ในการประเมินผลงานอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงในจังหวะที่เร็วขึ้น โดยมีแรงผลักดันจาก "เมกะเทรนด์" ทั้ง 6 ตามที่ผมได้แนะนำข้างต้น นวัตกรรมคือสิ่งจำเป็นที่องค์กรควรนำเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ องค์กรทั้งหลายควรเริ่มเตรียมพร้อมสำหรับโลกธุรกิจในปี 2020 ตั้งแต่วันนี้ เช่นเดียวกับการมองลูกบาศก์รูบิกก่อนที่จะเริ่มเล่น การทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยด้านหนึ่งส่งผลต่อปัจจัยด้านอื่นๆ อย่างไร ถือเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการคว้าชัยชนะขององค์กร
และสิ่งสำคัญที่สุดที่ผมอยากจะฝากไว้คือ ผู้ชนะในปี 2020 ไม่ใช่องค์กรที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด แต่คือองค์กรที่สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้ดีที่สุด
คอลัมน์ CEO Insight
โดย ธันวา เลาหศิริวงศ์ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด
|