2009/01/08

ร้านอาหาร นามู อาหารเกาหลี

ร้านอาหารเกาหลีเกิดใหม่ก็พากันเปิดให้บริการตามกระแสเช่นกัน อย่างร้าน”นามู” ร้าน นี้ก็เป็นอีกหนึ่งในร้านอาหารเกาหลีน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวมาได้ไม่นาน โดยตั้งอยู่บนถนนพระอาทิตย์ ซึ่งถือว่าเป็นร้านอาหารเกาหลีที่มีความน่าสนใจ ตรงที่ ที่ร้านนี้บริการอาหารเกาหลีแบบหลากหลาย และมีรสชาติแบบต้นตำรับเกาหลีแท้ๆ

เพราะด้วยความที่เจ้าของร้านคือคุณ อลิส ลี นั้นเธอมีสามีเป็นชาวเกาหลี และทั้งคู่ก็รักในการทำอาหาร จึงได้ร่วมใจกันเปิดเป็นร้านอาหารเกาหลีนามูแห่งนี้ขึ้นมา และก็ยังมีเชฟเกาหลีมาปรุงอาหารเกาหลีขนานแท้ให้ได้เลือกชิมกัน อีกทั้งที่นี่ยังถือว่าเป็นอาหารเกาหลีเพื่อสุขภาพก็ว่าได้ เพราะว่าทางร้านคัดเลือกแต่วัตถุดิบที่ดี มีคุณภาพ และที่สำคัญไม่ใส่สารกันบูด และผงชูรสด้วยในการปรุงอาหาร
สำหรับเมนูอาหารเกาหลีจานเด่นของร้านนามูที่ชวนลิ้มรสนั้นมีมากมาย อย่างเมนูแรกขอแนะนำ เฮมุลพาจอน (199 บาท) ก็คือพิซซ่าทะเลแบบเกาหลี เป็นแป้งที่ทางร้านผสมปรุงรสชาติ และใส่ซอสเกาหลีมาแล้ว พร้อมกับใส่ไข่ไก่ และต้นหอมด้วย และก็มีอาหารทะเลทั้ง กุ้ง ปลาหมึก หอยแมลงภู่ ใส่ลงไป ก่อนจะนำไปทอดบนกระทะจนแป้งสุก แล้วจึงโรยหน้าด้วยงาขาวกับงาดำ เสิร์ฟมาร้อนๆ ลิ้มรสพิซซ่าแป้งบางเนื้อในนุ่ม สัมผัสได้ถึงรสชาติที่เข้ากันของเครื่องทะเล และแป้งนุ่มๆ ที่มีต้นหอมด้วย กินคู่กับน้ำจิ้มที่ทางร้านทำเองมีส่วนผสมของน้ำมันงา งาดำและงาขาว ช่วยเพิ่มรสชาติที่กลมกล่อมลงตัว แถมหอมกลิ่นน้ำมันงาอ่อนๆ
ต่อมาเป็นอาหารจานเส้น ชื่อว่า จาจังเมียน (129 บาท) หรือบะหมี่ซอสดำยอดนิยม ที่ถ้าใครได้ดูซีรีย์เรื่องคอฟฟี่ปริ๊นซ์ เป็นต้องรู้จักกับเมนูจาจังเมียงนี้ จาจังเมียนของที่นี่เป็นเส้นบะหมี่อูด้งที่ทางร้านทำเองแบบวันต่อวัน แล้วนำเส้นมาต้มจนสุก แล้วราดด้วยซอสดำที่นำเข้ามาจากเกาหลี นำมาผัดรวมกับมันฝรั่ง กะหล่ำปลี หอมหัวใหญ่ เสร็จแล้วนำมาราดบนเส้นอูด้ง ตกแต่งด้วยแตงกวาญี่ปุ่น โรยด้วยงาดำกับงาขาว เวลากินจาจังเมียนต้องคลุกให้เส้นเข้ากับซอสดำน้ำขลุกขลิก กินเส้นอูด้งเหนียวนุ่มชุ่มซอสดำออกรสหวานนำ
จากเมนูเส้นมากินเมนูข้าวกันบ้าง อย่าง บลูโกกิท็อปปั๊บ (169 บาท) เป็นเนื้อหมักซอสเกาหลีราดข้าว ทางร้านเลือกเนื้อวัวส่วนสะโพกไม่ติดมัน นำมาผัดกับซอสเกาหลี ใส่กะหล่ำปลี หอมหัวใหญ่ พริกหยวก และกระเทียม ผัดแบบมีน้ำขลุกขลิก มาพร้อมข้าวสวยร้อนๆ ชิมรสชาติเนื้อเคี้ยวนุ่มหนึบซึมรสชาติซอสที่กลมกล่อมปาก
เมนูถัดมาคือ เจยุกท็อปปั๊บ (169 บาท) หมูผัดซอสพริกเกาหลีราดข้าว เป็นเนื้อหมูส่วนสะโพกไม่ติดมัน นำมา ผัดกับกะหล่ำปลี หอมใหญ่ พริกหยวก และซอสพริกเกาหลี แล้วก็โรยหน้าด้วยงาดำกับงาขาว กินกับข้าวสวยร้อนๆ เนื้อหมูนุ่มได้รสชาติซอสพริกออกเค็มๆ หวานๆ
โทลโซบีบิมปั๊บ (169 บาท) หรือข้าวยำเกาหลีหมูกระทะร้อน เป็นอีกหนึ่งเมนูข้าวที่ขายดีของทางร้าน เป็นข้าวเกาหลีที่มาพร้อมกับผักหลายอย่าง มีแครรอท ซูกินี่ มะเขือม่วง ถั่วงอก ผักกาดหอม มีหมูสับใส่มาด้วย และราดด้วยน้ำมันงา แถมมีไข่ดาวโป๊ะหน้ามาด้วย และมีซอสเกาหลีที่ปรุงรสชาติมาแล้วใส่มาอีกด้วย เสิร์ฟมาในกระทะร้อนๆ เวลากินก็ต้องคลุกเครื่องทั้งหมดที่ใส่มาให้เข้ากัน ลิ้มรสชาติแล้วต้องบอกว่าเครื่องทุกอย่างเข้ากันกับข้าวเป็นรสชาติที่ลงตัว กลมกล่อม
ส่งท้ายมื้อด้วยเมนูซดน้ำซุปร้อนๆ อย่าง ซุนทูบูจิเกะ (159 บาท) เป็นซุปกิมจิทะเล ที่ทางร้านทำกิมจิผักกาดขาวเอง แล้วนำมาต้มกับน้ำซุปปลาแห้ง และปรุงรสชาติ พร้อมกับใส่กุ้ง ปลาหมึก หอยลาย เห็ดหูหนูดำ เต้าหู้ ชิมรสชาติซุปกิมจิออกเผ็ดลิ้นนิดๆ

ร้าน “นามู” (Namoo) ตั้งอยู่ที่ 62 ถ.พระอาทิตย์ ชนะสงคราม พระนคร กทม. การเดินทางจากแยกบางลำพู ตรงมาที่ถ.พระอาทิตย์ เลยบ้านพระอาทิตย์มาสักหน่อย จะเห็นเซเว่นอีเลฟเว่นตรงปากซอยรามบุตรี ตรงมาอีกประมาณ 50 ม. จะเห็นร้านนามูตั้งอยู่ริมถนนทางซ้ายมือ มีป้ายร้านให้เห็นชัดเจน จุดสังเกตเป็นตึกที่ทาสีม่วงและอยู่ตรงข้ามกับประตูทางเข้าFAO เปิดทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น. ทางร้านรับจัดงานเลี้ยงด้วย โทร. 08-7345-0018

credit by http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000000839

ยำปลาทู


ปลาทู เป็นอาหารคู่คนไทยมาแต่ช้านาน ซึ่งปลาทูที่ขึ้นชื่อลือชาก็เห็นจะหนีไม่พ้น ปลาทูแม่กลองที่มีลักษณะเด่นคือหน้างอคอหักแต่รสชาติยอดเยี่ยมอย่าบอกใคร

เมนู “ยำปลาทู” ที่ทำง่ายแต่มากคุณประโยชน์จากโอเมก้า 3 ว่าแล้วอย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย ลงมือตระเตรียมส่วนผสมกันเลย

ส่วนผสม
ปลาทูนึ่ง 1 เข่ง
ตะไคร้ซอย 4-5 ต้น
หอมแดงซอย 5-6 หัว
พริกขี้หนูสดซอย 4-6 เม็ด
พริกแห้ง 4-6 เม็ด
น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล ½ ช้อนชา
มะม่วงเปรี้ยวดิบ ใบสะระแหน่ ถั่วลิสงคั่วหรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์

วิธีทำก็ไม่ยากเลย เพียงนำปลาทูนึ่งมาแกะก้างออก บิปลาทูเป็นชิ้นๆเอาเนื้อมายีๆให้เนื้อปลาทูแตกฟู เสร็จแล้วพักไว้

หันมาทำน้ำยำกันบ้าง โดยผสมน้ำมะนาว น้ำปลา และน้ำตาล ให้เข้ากันแล้วชิมรสชาติตามความพอใจ

จากนั้นนำตะไคร้ซอย หอมแดงซอย พริกขี้หนูสดซอย ใส่ลงไปในน้ำยำ แล้วนำน้ำยำ มะม่วงเปรี้ยวดิบสับ มาคลุกเคล้ากับเนื้อปลาทูที่ยีไว้แล้วให้เข้ากัน ใส่พริกแห้ง ถั่วลิสงคั่ว ใบสะระแหน่ พอสวยงามเป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน เสิร์ฟพร้อมข้าวร้อนๆ แซ่บนักแล


credit by http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9510000151683

เซี่ยงไฮ้ผัดขี้เมากุ้ง


เมนู "เซี่ยงไฮ้ผัดขี้เมากุ้ง" ที่ได้รสชาติความเผ็ดร้อนของพริก ความหอมจากใบกะเพรา แถมยังเคี้ยวหนึบเด้งดึ๋งไปกับเส้นเซี่ยงไฮ้ น่าจะเป็นเมนูอร่อยถูกใจใครหลายๆคนที่ได้ลองกิน

ส่วนผสม

เส้นเซี่ยงไฮ้ 2 ขีด
กุ้งสด 3-5 ตัว
พริกขี้หนู 5-10 เม็ด เผ็ดตามชอบ
พริกชี้ฟ้าเขียวแดงหั่นเฉียง 2 เม็ด
ใบกะเพรา 20 ใบ
กระเทียม 5-6 กลีบ
น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ เริ่มจากนำเส้นเซี่ยงไฮ้ไปแช่น้ำให้นิ่มประมาณ 5 นาที แล้วหันไปต้มน้ำจนเดือด นำเส้นเซี่ยงไฮ้ที่แช่น้ำจนนิ่มแล้วไปลวกพอสุก เพื่อที่ว่าจะได้ไม่เสียเวลารอให้เส้นสุกในตอนผัด เสร็จเรียบร้อยนำเส้นเซี่ยงไฮ้แช่น้ำเย็นพักไว้ก่อน คราวนี้มาจัดการเทน้ำมันลงกระทะ จนน้ำมันร้อนแล้วนำกระเทียมสับลงไปเจียวให้หอม ตามด้วยพริกขี้หนูสับลงไป

ทีนี้ก็ต่อด้วยการนำกุ้งลงไปผัดจนสุก ตามด้วยพริกชี้ฟ้าหั่น เติมน้ำเปล่าหรือน้ำซุปลงไปนิดหน่อยให้พอมีน้ำขลุกขลิก แล้วปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมันหอย น้ำตาล ลงไป ชิมให้ได้รสชาติถูกใจแล้วจึงนำเส้นเซี่ยงไฮ้ลงไปผัดตาม คลุกเคล้าให้เข้ากัน โรยใบกะเพราะลงไปแล้วผัดให้เข้ากันอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ตักใส่จานพร้อมกินได้ทันที

credit by http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9510000143510

ส้มตำข้าวโพด


"ส้มตำข้าวโพด" ที่นำมาเสนอให้ลองทำกันในวันนี้ ก็เป็นการนำข้าวโพดมาแทนมะละกอ "ส้มตำข้าวโพด" จานนี้จึงได้รสหวานๆจากเมล็ดข้าวโพด แต่รสชาติของน้ำปรุงก็ยังเข้มข้นคงรสจัดจ้านตามแบบส้มตำเช่นเดิม

ส่วนผสม

ข้าวโพดต้มฝักขนาดปานกลาง 1 ฝัก
พริกขี้หนูเม็ดใหญ่ 4-5 เม็ด
แครอทขูดฝอย 1 ช้อนโต๊ะ
มะเขือเทศ 1 ผล
กระเทียม 4-5 กลีบ
น้ำตาลปีบ 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
มะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
ถั่วฝักยาว 2-3 ฝัก

วิธีทำ เริ่มจากนำข้าวโพดต้มมาเตรียมไว้ แต่อย่าเพิ่งแทะกินเสียก่อนล่ะ เพราะจะต้องแกะหรือฝานเอาเมล็ดข้าวโพดออกมาเพื่อเตรียมทำเป็นส้มตำ เมื่อเอาเมล็ดข้าวโพดออกมาแล้วให้นำไปพักไว้ก่อน แล้วหันมาตำพริก กระเทียม และถั่วฝักยาวแค่พอแตกไม่ต้องให้แหลกมากนัก

จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำตาลปีบ น้ำปลา และน้ำมะนาว(หรือน้ำมะขามเปียก) ชิมรสให้ได้เปรี้ยวหวานถูกปาก เรียบร้อยแล้วนำเมล็ดข้าวโพด มะเขือเทศหั่นซีก ตามด้วยแครอทขูดฝอยลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วตักจากครกใส่จาน เตรียมพร้อมเสิร์ฟขึ้นโต๊ะอาหารได้ทันที

credit by manager.co.th/Travel/

2009/01/06

บุฟเฟ่ ร้านซุนกึม

ร้านซุนกึม
บุฟเฟ่หัวละ199 บาทรวมVATแล้ว อร่อยกับอาหารได้ 2 ชั่วโมง
รวมเครื่องดื่ม
สั่งเอาตามเมนูก็ได้ เดินไปตักก็ได้












ต้องโทรจองเท่านั้น แล้วทางร้านจะให้รหัสจองโต๊ะมา
ถ้าไม่มีรหัสจองทางร้านจะไม่อนุญาตให้เข้าจนกว่าโต๊ะที่จองมาสายเกิน 30 นาทีตึกUFM ร้านอยู่ในซอยที่ทะลุจาก เพชรบุรี ไปพร้อมพงษ์
โทร 081-8281417

2008/12/15

ร้านอาหาร Jamie's

สำหรับเมนูอิตาเลียนจานเด่นๆ ของที่นี่ที่ชวนสั่งให้มาชิมนั้นมีมากหลาย ขอแนะนำเริ่มจากเมนูกินเล่น อย่างเกี๊ยวห่อชีส (70 บาท) ที่แผ่นเกี๊ยวทอดได้กรอบนอกนุ่มใน และข้างในอัดแน่นไปด้วยชีส 3 อย่าง คือมอสซาเรลล่าชีส พาร์เมซานชีส เชดดาร์ชีส ที่ทางร้านนำมาผสมผสานกัน กินแล้วหอมนุ่มออกเค็มรสชีสนิดๆ

เมนูถัดมาเป็น ซุปครีมเห็ด (70 บาท) ที่ถ้าใครชอบกินซุปเห็ดเนื้อเนียนเข้มข้นหอมนุ่มละมุนลิ้นไม่ควรพลาดสั่งมาลิ้มลอง เพราะที่นี่ใช้เห็ดแชมปิยองอย่างดีมาทำผสมกับการใส่ครีมข้นแท้ๆ

หอยลายอบเนย (80 บาท) เป็นเมนูที่น่ากิน มาในรูปแบบของจานที่ดูเหมือนถาดขนมครก ภายในแต่ละหลุมมีหอยลายสดตัวใหญ่ที่ผ่านการปรุงรสผสมเครื่องเทศ ใส่พาเมซานชีส หัวหอมใหญ่ และเนยที่อบมาจนร้อน ส่งกลิ่นหอมๆ กินแล้วหอยลายเคี้ยวกรุบชุ่มรสชีสและเครื่องเทศ

แต่ถ้าใครชอบกินสลัดเพื่อสุขภาพ ขอนำเสนอซีซาร์สลัด (90 บาท) ที่อุดมไปด้วยผักไฮโดรโปนิกส์ อย่างผักคอส ฟิลเลย์ไอส์เบิร์ก และราดด้วยน้ำสลัดซีซาร์สูตรของทางร้าน โรยหน้าด้วยขนมปังครูตอง และพาร์เมซานชีส กินสลัดผักสดกรอบเข้ากับน้ำสลัดรสดี

และก็มาถึงเมนูจานเส้นอย่างพาสต้า ซึ่งที่นี่มีเมนูสปาเก็ตตี้ให้เลือกกินมากมายอย่างจานเด็ดที่ชวนกิน คือ สปาเก็ตตี้เส้นดำกุ้งแม่น้ำ (180 บาท) เป็นเส้นสปาเก็ตตี้เส้นดำนำมาผัดกับซอสมะเขือเทศเข้มข้นสูตรพิเศษที่ปรุงขึ้นมาเองโดยเฉพาะ และผสมกับพริกนิดหน่อย เสิร์ฟพร้อมกับกุ้งแม่น้ำที่ย่างแบบสดๆ กินสปาเก็ตตี้เส้นดำเหนียวนุ่มหนึบปากผสานรสชาติซอสที่เข้มข้น และเข้ากันดีกับกุ้งแม่น้ำเนื้อหวานมีมันกุ้งเยิ้ม

สปาเก็ตตี้ผัดหอยลาย (140 บาท) เป็นอีกหนึ่งเมนูจานเส้นที่น่ากิน เส้นสปาเก็ตตี้แบบเส้นเล็กผัดกับหอยลายคลุกเคล้ากับโฮมเมดซอสเพสโตที่ทางร้านทำเอง ปรุงแต่งรสชาติออกสไตล์ไทยๆ นิดๆ ใส่พริกและพริกไทยอ่อนด้วย ชิมรสชาติแล้วต้องบอกว่าสปาเก็ตตี้ซึมรสชาติซอสเพสโตและหอมกลิ่นใบโหระพาอ่อนๆ ได้รสชาติที่จัดจ้านออกเผ็ดลิ้นกำลังดี

แล้วถ้าอยากกินสเต็กที่นี่ก็มีให้กินเหมือนกัน สเต็กปลาแซลมอน (180 บาท) จานนี้ชวนสั่งมาชิม เพราะทางร้านเลือกใช้ปลาแซลมอนจากนอร์เวย์นำมาหั่นเป็นชิ้นตามที่ต้องการ แล้วนำไปย่างบนกระทะจนหนังปลากรอบเนื้อปลาสุกนุ่มฉ่ำกำลังดี มีน้ำเกรวี่สูตรเด็ดปรุงเองราดมา กินสเต็กปลาแซลมอนหอมๆ หนังปลากรอบเนื้อปลานุ่มฉ่ำหวาน ผสานรสชาติเข้ากันกับน้ำเกรวี่ที่ออกรสเปรี้ยวนิดๆ และมีมันบดปรุงรสให้กินแกล้มด้วย

ยังมีเมนูที่อยากแนะนำแบบว่าพลาดไม่ได้ต้องสั่งมากินกัน นั่นคือพิซซ่าโฮมเมดสไตล์อิตาเลียนแท้ๆ แบบบางกรอบ ที่ทางร้านทำแป้งพิซซ่าเอง มีหลายหน้าให้สั่งมากิน แต่หน้ายอดนิยมขอแนะนำ พิซซ่า 4 ฤดู (280 บาท) ที่รวมพิซซ่า 4 หน้ามาไว้ในถาดเดียวกัน มีหน้าปลาทูน่ากับมะกอกดำ ฮาวายเอี้ยนแฮมกับสับปะรด ซีฟู้ด และเปปเปอร์โรนี่กับมะกอกดำ และเด่นตรงที่ใส่ชีส 3 อย่าง คือ มอสซาเรลล่าชีส พาร์เมซานชีส เชดดาร์ชีส แล้วโรยหน้าด้วยผักร็อกเก็ต กินพิซซ่าแป้งบางกรอบแต่นุ่มแน่นไปด้วยเครื่องสารพัดหน้าที่ใส่มา

ทั้งหมดนี่คือส่วนหนึ่งของเมนูจานเด่นๆ ที่ขอนำมาเสนอ แต่ว่าเมนูอิตาเลียนอันเลิศรสของที่นี่นั้นยังมีอีกเพียบ อาทิ ยำสลัดคุณแม่ (90 บาท) เส้นดำเฟตตูชินี่ซอสไวน์ขาว (180 บาท) ปลาดอรี่ย่างสมุนไพร (150 บาท) ปลาหมึกชุปแป้งทอด (100 บาท) สปาเก็ตตี้แกงกะหรี่ญี่ปุ่น (150 บาท) ฯลฯ ขอบอกว่าร้าน Jamie's เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่พิสมัยอาหารอิตาเลียนสไตล์โฮมเมดที่ไม่ซ้ำแบบใคร
"Jamie's" (เจมส์มี่) ตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้า เซฟ-อี 42/19 ถ.บรมราชชนนี แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กทม. การเดินทางวิ่งมาตามถ.ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ผ่านสายใต้ใหม่ (ตลิ่งชัน) ผ่านรพ.ธนบุรี 2 และตรงมาอีกนิดให้ขับชิดซ้ายไว้จะ เห็นป้ายศูนย์การค้าเซฟ-อี ก็ให้เลี้ยวเข้าไป และตรงไปด้านในก็จะเห็นร้าน Jamie's ตั้งอยู่ซ้ายมือ มีป้ายร้านให้เห็นชัดเจน มีที่จอดรถอยู่ด้านหลังของศูนย์การค้าฯ เปิดจันทร์-ศุกร์ 16.00-21.00 น. เสาร์-อาทิตย์ 11.00-21.00 น. มีบริการเดลิเวอร์รี่ด้วย โทร. 0-2885-9185

2008/12/11

ร้านอาหาร Zense by Zen,central World

ร้านอาหารร้านใหม่ชื่อว่า Zense ซึ่งน่าจะมาจากห้าง Zen ที่ Central World ชั้น 17 ฝั่ง Zen ร้านนี้จุดเด่นน่าจะอยู่ที่วิว เหมือนร้านอาหารตามยอดตึกหลายๆแห่ง
การตกแต่ง style loft ก็ดูสบายๆ เห็นวิวได้โดยรอบ แต่บรรยากาศภายใน คงจะสู้ภายนอกไม่ได้ ถ้าคุณไปเวลากลางคืน แนะนำให้โทรไปจองที่ด้านนอกก่อน เพราะบรรยากาศ และวิวนั้น ดูดีกว่ากันเยอะ ไว้ถ้าเรามีโอกาศ จะเก็บภาพกลางคืนมาฝากกันอีกที แต่ช่วงนี้ถ้าไปอาจจะไปชนกับ เบียร์การ์เด้นด้านบน Heineken Green Space ชั้น 18
The Restaurant
The latest concept restaurant and bar by ZEN, Asia’s Trendy Lifestyle Megastore, ZENSE is offering the best of gourmet Thai, Italian, Japanese and Indian dishes, and scrumptious desserts from the city’s top restaurateurs.
The Four Kitchens at ZENSE:
- Thai cuisine by White Café well known for its innovative cooking style and high quality ingredients.
- Italian Food by Gianni Ristorante, Thailand’s top-notch Italian restaurant adored for its authentic flavors.
- Japanese cuisine by Kikusui, capable of pleasing fans of Japanese food with its traditional and fusion fare.
- Indian taste by Red Restaurant whose serving of contemporary dishes is guaranteed to be delightful.
Open daily for lunch at 11.30 a.m. – 2.30 p.m. and for dinner at from sunset till midnight. Call 02 100 9898 for reservations or e-mail to info@zensebangkok.com.

http://www.zensebangkok.com/home.html
http://www.vclub7.com/2008/11/zense-by-zen-central-world/

2008/12/07

ขนมปังวังหลัง สูตร 36 ปี รสชาติคงที่การันตีด้วยความนุ่ม

ย้อน กลับไปเมื่อ 36 ปีที่แล้ว จากลูกจ้างในร้านขนมปัง อาศัยความขยัน อดทน และใฝ่เรียนรู้ ทำให้สามารถเปิดโรงงานเล็กๆ เพื่อทำขนมปังส่งขายตามร้านขายของชำได้เป็นผลสำเร็จ
ปัจจุบัน ได้ก้าวเป็นธุรกิจที่หล่อเลี้ยงครอบครัว และถ่ายทอดถึงรุ่นลูกเข้ามาบริหาร ภายใต้ชื่อร้าน "วังหลัง เบเกอรี่" จากจุดขายขนมปังหนักไส้ ยึดหัวหาดย่านโรงพยาบาลศิริราชมานานกว่า 15 ปี จนกลายเป็นขนมที่ผู้ผ่านไปย่านนั้น ขาดไม่ได้ต้องซื้อเป็นของฝาก
นายบุญชู โชติรัตนไพบูลย์ ผู้จัดการร้าน วังหลัง เบเกอรี่ หรือที่ลูกค้าเรียกกันจนติดปากว่า ขนมปังวังหลัง ทายาทธุรกิจ ที่เติบโตมากับขนมปังปอนด์สอดไส้ทั้งคาว และหวาน ธุรกิจนี้เริ่มต้นจากผู้เป็นพ่อ ที่เป็นคนต่างจังหวัด เข้ามาทำงานในเมืองหลวงตั้งแต่อายุ 16 ปี โดยโชคชะตาก็ลิขิตให้มาเป็นลูกจ้างร้านขนมปังปอนด์ ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นบนถนนของการเป็นเถ้าแก่ร้านขนมปังที่ครองตลาดมายาวนานถึง 36 ปี เพราะการใฝ่ที่จะเรียนรู้ของผู้เป็นพ่อ คอยศึกษากรรมวิธี สูตรขนม เนื้อแป้ง และการทำตลาด จนเกิดความมั่นใจ และลงทุนเปิดโรงงานเล็กๆ เพื่อทำขนมปังปอนด์ส่งตามร้านขายของชำในที่สุด
เมื่อการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ด้วยการออกมาเปิดโรงานเล็กๆ เพื่อผลิตขนมปังจำหน่าย เริ่มต้นขึ้นที่ย่านสำเหร่ นำร่องด้วยขนมปังปอนด์หั่นเป็นแผ่น และขนมปังแบบมีไส้ ไม่มีหน้าร้าน เน้นขายส่งร้านของชำทั่วไป จนกระทั่งธุรกิจเริ่มอยู่ตัว ทำให้ในปี 2523 ผู้เป็นพ่อจึงคิดเปิดร้านขายขนมปังด้วยตนเอง ที่วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี ต่อมาจึงขยายสาขามาที่ตลาดนัดวังหลัง โรงพยาบาลศิริราช ในปี 2535 จนก่อเกิดเป็นแบรนด์ " วังหลัง เบเกอรี่" จนถึงปัจจุบัน
สำหรับจุดขายที่โดดเด่น และสร้างสร้างชื่อให้กับวังหลัง เบเกอรี่ คือ ขนมปังปอนด์ หนักไส้ที่ปัจจุบันมีถึง 22 ไส้ โดยไส้รวมแฮม หมูหยอง ลูกเกด เนยสด และสลัดแฮม ถือเป็นไส้ที่ขายดีที่สุด ในขณะที่พิซซ่า ก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีขึ้นเป็น ลำดับเช่นกัน จาก 3 หน้าหลัก คือ หน้าไส้กรอก, ทะเล และเบคอน จุดขายอีกอย่างหนึ่งคือ ความนุ่มของเนื้อแป้งขนมปัง ที่ใม่ซ้ำใคร จากสูตรดั้งเดิมเมื่อครั้งยังไม่มีแบรนด์วังหลัง เบเกอรี่ ที่ลูกค้าต่างยอมรับในรสชาติ และเป็นที่กล่าวขวัญกันว่าเมื่อนำขนมปังของวังหลัง เบเกอรี่ ไปแช่ในตู้เย็น เมื่อนำออกมารับประทาน โดยวางทิ้งไว้เพื่อให้คลายความเย็น เนื้อแป้งของขนมปังก็ยังคงความนุ่มเหมือนเพิ่งอบออกมาจากเตาเลยทีเดียว
ปัจจุบันร้านวังหลัง เบเกอรี่ ได้ขยายสาขาไปตามย่านต่างๆ โดยเริ่มที่ท่าช้าง (ใกล้กับท่าพระจันทร์) เนื่องจากต้องการให้เป็นที่ผลิตขนมปังเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่บางวัน กำลังการผลิตที่สาขาโรงพยาบาลศิริราชไม่เพียงพอ ดังนั้นการเลือกสถานที่ใกล้กับสาขาแรกจึงเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสมที่สุดในขณะนั้น ต่อมาจึงขยายสาขาไปท่าน้ำคลองสาน และย่านอโศก ซึ่งทุกสาขาจะมีเตาอบขนมปัง เพื่อความสดใหม่ ยกเว้นที่สาขาอโศกเท่านั้นที่ผลิตที่อื่นและนำมาจำหน่ายที่นี่

สำหรับ ราคาของขนมปัง และพิซซ่า อยู่ที่ 40-50 บาท หนักไส้สมราคา ปราศจากวัตถุกันเสีย รวมถึงขณะนี้ทางวังหลังเบเกอรี่ ได้แตกไลน์ขนมอื่นที่นอกเหนือจากขนมปังปอนด์ด้วย ได้แก่ ขนมเค้ก คุกกี้ เป็นต้น ซึ่งก็ได้รับการตอบรับดีจากลูกค้า เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยคาดว่าในอนาคตจะขยายสาขาอีก 1-2 สาขา แต่ไม่ได้เร่งรีบมากนัก จนกว่าจะเจอทำเลที่เหมาะสม และพอใจ จึงจะขยายธุรกิจ
"ธุรกิจนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว ที่พ่อแม่ได้วางรากฐานไว้ให้ และสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวมาได้อย่างยาวนาน และเมื่อธุรกิจได้ตกทอดมาถึงรุ่นลูกที่เป็นลูกชายทั้งหมด ก็ไม่ใช่อุปสรรคที่ผู้ชายจะมายึดอาชีพการทำขนมปัง หรือในแวดวงเบเกอรี่ เพราะตลอดกว่า 30 ปี ที่ผ่านมา ลูกๆ ทุกคนเรียกได้ว่าเติบโตมาพร้อมกับธุรกิจขนมปัง ที่พ่อจะให้เรียนรู้ทุกอย่างในการดำเนินธุรกิจนี้ ตั้งแต่เล็กๆ ที่ยังทำขนมไม่เป็น ก็ให้ฝึกขายขนม ส่งขนมตามร้านต่างๆ จนกระทั่งเข้ามาสู่ขั้นตอนการผลิต และบริหารร้านเองทั้งหมด"
สนใจติดต่อ 0-2866-1649, 08-4909-2688 เปิดขายตั้งแต่เวลา 07.00-20.00 น. ทุกวัน