...
ผมดู The Happening ไป 4 รอบ ไม่ใช่ว่าผมชอบหนังเรื่องนี้เป็นพิเศษ แต่เป็นเพราะผมชอบที่จะมองหาอะไรๆ ในสิ่งที่คนอื่นๆ มักจะบอกว่ามันไม่มีอะไร หลายคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว บอกว่าหนังห่วยแตก เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน มือตกอย่างแรง หนังไม่เขย่าขวัญ ไม่สนุก และไม่สื่อความหมายอะไรเลย หลายคนบอกว่ามันสื่อความหมายนะ มันเป็นหนังรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมไงล่ะ!! ผมว่าไม่ใช่เลย หลังจากดูจบไป 4 รอบ ผมว่าเอ็มไนท์ไม่ได้มือตก หนังของเขามีบุคลิกเฉพาะแบบนี้มานานแล้ว บุคลิกอย่างไร เดี๋ยวจะขยายให้ฟัง และที่สำคัญ หนังเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่มันเกี่ยวกับปรัชญาวิทยาศาสตร์ต่างหาก ลองอ่านและดูภาพประกอบดังต่อไปนี้ได้เลยครับ
1. ฉากเปิดเรื่อง
1.1 นำเสนอภาพท้องฟ้าและก้อนเมฆสวยๆ
- มันอาจจะดูไร้ความหมายและไร้จุดหมาย
- หรือถ้าจะพิจารณาในอีกแง่หนึ่ง ราวกับผู้กำกับกำลังจะบอกว่าหนังเรื่องนี้จะเกี่ยวกับ "ธรรมชาติ" ก็ได้
ซึ่งเราจะได้ดูกันต่อไป ว่าหนังเรื่องนี้กำลังจะบอกอะไรกับเรา 
2. การเก็บข้อมูล
2.1 เข้าสู่เนื้อเรื่องด้วยการเปิดให้คนดูได้เห็นถึงสถานการณ์ที่กำลังจะเป็นปัญหา คือในสถานที่และเวลาใกล้เคียงกัน ผู้คนจำนวนมากกำลังมีพฤติกรรมแปลกๆ และลงมือฆ่าตัวตาย จุดเริ่มต้นของปัญหาคือที่สวนสาธารณะ มีต้นไม้เขียวชะอุ่ม จุดต่อมา ปัญหาเริ่มแพร่เข้ามาในเมือง โดยกล้องจับไปที่ต้นไม้สูงคู่กับตึกสูง ความรุนแรงของปัญหาเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ และสยดสยองมากขึ้นเรื่อยๆ 
3. การตั้งทฤษฎี
3.1 เปิดตัวพระเอกของเรื่อง เขาเป็นครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ หรืออาจจะเป็นวิชาชีววิทยา เขากำลังบรรยายอยู่หน้าห้อง เกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติแปลกๆ ฝูงผึ้งหายไปอย่างลึกลับหลายสิบล้านตัว โดยไม่มีใครรู้สาเหตุ เขากระตุ้นให้ลูกศิษย์ลองตั้งทฤษฎีว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร (จริงๆ แล้วในขั้นนี้ควรเรียกว่า "สมมติฐาน" มากกว่า เพราะมันเป็นแค่การเริ่มต้น ยังไม่มีการทดลอง ยังไม่มีการทดสอบอะไรเลย) 
3.2 ลูกศิษย์ต่างก็ช่วยกันตั้งทฤษฎี บางคนบอกว่าฝูงผึ้งหายไปเพราะเชื้อโรค บางคนบอกว่าเพราะมลภาวะ บางคนตอบด้วยคำยอดฮิต คือ "ภาวะโลกร้อน" 
3.3 คำตอบของลูกศิษย์คนนี้ถูกนำเสนออย่างโดดเด่นที่สุด เพราะเอ็มไนท์ต้องการจะบอกประเด็นนี้กับคนดูทุกคน เขาตอบว่า "เรื่องของธรรมชาติ ที่คนเราจะไม่มีวันเข้าใจ" 
3.4 กล้องโคลสอัพไปที่ใบหน้าของพระเอก เพื่อเน้นย้ำให้คนดูรู้ว่าสิ่งที่พระเอกกำลังจะพูดนั้นสำคัญมาก เขาพูดว่า "วิทยาศาสตร์มักจะจบลงที่การเขียนเป็นหนังสือ แต่สุดท้ายแล้ว นั่นก็เป็นเพียงแค่ทฤษฎี มนุษย์เราไม่มีวันยอมรับถึงพลังอำนาจที่อยู่เหนือความเข้าใจ มนุษย์เราเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีได้ ก็ด้วยความเคารพต่อกฎของธรรมชาติ" 
4. วิธีการทางวิทยาศาสตร์
4.1 ครูทุกคนถูกเรียกมาประชุมด่วน เพื่อแจ้งข่าวว่ากำลังเกิดสถานการณ์ร้ายแรงในประเทศ รัฐบาลแจ้งมาว่า (หรือตั้งทฤษฎี) ผู้ก่อการร้ายปล่อยก๊าซพิษบางอย่างที่มีผลต่อระบบประสาท พระเอกกลับมาที่ห้องเรียน แล้วปล่อยเด็กทุกคนกลับบ้าน ก่อนกลับ เขาเน้นย้ำบทเรียนเรื่องวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน
1. ตั้งตัวแปร
2. วางแผนการทดลอง
3. สังเกตการณ์และบันทึกอย่างถี่ถ้วน
4. ตีความข้อมูล
ซึ่งวิธีการทางวิทยาศาสตร์ทั้ง 4 ขั้นตอนนี้ จะถูกนำมาใช้อีกตลอดทั้งเรื่อง 
5. คณิตศาสตร์
5.1 เพื่อนของพระเอกคนนี้เป็นครูวิชาคณิตศาสตร์
โปรดสังเกตว่าเอ็มไนท์ให้พระเอกเป็นครูวิทยาศาสตร์ พระรองเป็นครูคณิตศาสตร์ โดยตัวละครทั้งสองนี้จะเป็นผู้นำคนดูเข้าไปเผชิญหน้ากับสถานการณ์ร้ายแรงในลำดับต่อไป เพื่อนพระเอกเดินเข้ามาทักทาย และ
พูดถึงเรื่อง "ความน่าจะเป็น" และ "สถิติ" ซึ่งมันคือการใช้คณิตศาสตร์ในการอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น และเขาพูดว่า "การเป็นครูคณิตศาสตร์ก็ดีนะ เพราะคนเรารู้สึกสบายใจขึ้นได้ด้วยการใช้ตัวเลขอธิบาย" 
6. การตีความข้อมูล 1
6.1 ฉากการคุยเจ๊าะแจ๊ะไร้สาระระหว่างพระเอกกับเพื่อน ถ้าดูอย่างผิวเผินจะไม่เห็นว่ามันเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์อย่างมาก
- พระเอกเริ่มคุยเกี่ยวกับภรรยาของตัวเอง ว่าพักหลังเธอทำตัวแปลกๆ
- เพื่อนพระเอกกลับตีความข้อมูลในทันที โดยบอกว่า สงสัยว่าภรรยาพระเอกกำลังจะขอเลิก
- พระเอกก็เลยงง! แค่เพื่อนเขาได้ข้อมูลไปนิดเดียว ดันเอาไปตีความเลยเถิดได้ขนาดนี้
- เพื่อนพระเอกตอกย้ำความมั่นใจของตนเอง โดยนำข้อมูลเก่ามาสนับสนุน "ฉันเห็นเธอแอบร้องไห้ตอนงานแต่งงาน สีหน้าเธอไม่พร้อมจะแต่งงานนะ"
- ฉากนี้แสดงให้เห็นถึงวิธีการที่คนในยุคแห่งวิทยาศาสตร์ ใช้ในการทำความเข้าใจโลก
- ได้ข้อมูลนิดเดียว ---> รีบตีความและด่วนสรุป ---> แล้วพยายามหาข้อมูลที่สอดคล้องกันกับข้อสรุป ---> มาตอกย้ำข้อสรุปให้หนักแน่นมากขึ้นไปอีก 
7. การตีความข้อมูล 2
7.1 ฉากการคุยเจ๊าะแจ๊ะอีกฉากหนึ่ง เกิดขึ้นที่สถานีรถไฟ ช่วยตอกย้ำปัญหาของการตีความข้อมูลและการด่วนสรุป ว่ามันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา มีแต่จะนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้น เพื่อนพระเอกเอาข้อสรุปที่ได้มาจากหัวข้อที่แล้ว นำมาใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เขาพูดกับนางเอกว่า "ดีใจนะที่เธอมากับเรา" คือพูดเหมือนกับเขารู้ว่าพระเอกกำลังมีปัญหาร้ายแรงกับนางเอกอยู่ 
7.2 นางเอกได้ยินแค่นี้เอง แค่ประโยคเดียว ได้ข้อมูลมานิดเดียว แต่เธอก็นำไปตีความเลยเถิดใหญ่โต เธอกล่าวหาว่าพระเอกเอาเรื่องของเธอไปเล่าให้เพื่อนฟัง ทั้งสองก็เลยโกรธกันมากขึ้น ทั้งสองเดินทางออกจากเมืองโดยรถไฟ แต่ก็ไม่ได้นั่งคู่กัน 
8. แหวนทายใจกับชุดเหตุผล
8.1 จุดสุดยอดของยุคสมัยวิทยาศาสตร์ เมื่อคนเราคิดว่าจะสามารถเข้าถึงความจริงทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยสร้างเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ มาชั่งตวงวัดทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องนามธรรม และเรื่องที่เกี่ยวกับความคิด ความรู้สึกภายในใจ แล้วนำผลที่ได้มาจากเครื่องมือ มาใช้ในการสรุปหาความจริง 
8.2 พระเอกควักแหวนทายใจขึ้นมาเพื่อเล่นตลกให้เด็กผู้หญิงดู พระเอกบอกว่า "รู้ไหมว่าคนเราปล่อยพลังงานได้ พิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์นะ บลาๆ...บลาๆ" พระเอกบอกว่าแหวนนี้บอกได้นะ ว่าเรากำลังรู้สึกอะไรอยู่ แล้วพระเอกก็เอาแหวนใส่ให้เด็ก 
8.3 "โอ้ว! มันเปลี่ยนเป็นสีเหลือง รู้ไหมว่าแปลว่าอะไร มันแปลว่าหนูกำลังจะหัวเราะ" แล้วอีกสักพัก เด็กผู้หญิงก็หัวเราะขึ้นมาจริงๆ จากเดิมที่กำลังหวาดกลัวกับสถานการณ์วุ่นวายรอบตัว จริงๆ แล้ว เด็กหัวเราะเพราะการหลอกล่อเล่นสนุกของพระเอกต่างหาก ไม่ได้หัวเราะเพราะแหวนทายใจ แหวนนี้จึงเป็นเพียงของเล่นไร้สาระ มันไม่สามารถทำนายอนาคตอะไรได้ ฉากนี้แสดงให้เห็นถึงการใช้เหตุผลย้อนทิศทาง คือการนำ "ผล" มาย้อนกลับเพื่อผลักดันให้เกิด "เหตุ" 
9. เจ้าของชุดเหตุผล
9.1 ฉากนี้เป็นการเปิดตัวละครสำคัญที่สุดในเรื่อง เขาไม่ได้เป็นพระเอก ไม่ได้เป็นนางเอก ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น แต่เขาเป็นผู้เริ่มตั้งทฤษฎีที่ว่าต้นไม้เป็นสาเหตุของปรากฏการณ์ประหลาดที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ พระเอกของเราได้รับถ่ายทอดทฤษฎีนี้มาใส่ไว้ในหัว แล้วหลังจากนี้เป็นต้นไป การผจญภัยของพระเอก ภรรยา และเด็กผู้หญิง ก็จะดำเนินไปตามทฤษฎีนี้ ใช้ชุดเหตุผลนี้ในการตัดสินใจตลอด เปรียบเหมือนกับการใช้เหตุผลย้อนทิศทางกับการเล่นแหวนทายใจในหัวข้อที่แล้วเป๊ะๆ 
9.2 เขาพาพวกพระเอกมาที่บ้าน เพื่อขอไปแวะเก็บข้าวของก่อนออกเดินทางหนีภัย โปรดสังเกตฉากหลังให้ดี จะเห็นปล่องควันของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ตั้งโด่อยู่ที่หลังบ้าน ปล่องควันนี้ใหญ่โตและดึงดูดความสนใจ จนทำให้คนดูรู้สึกขึ้นมา ว่าน่าแปลกใจที่ไม่มีใครกล่าวหาหรือโทษภัยของนิวเคลียร์เลย มีแต่คนกล่าวหาว่าเป็นการกระทำของผู้ก่อการร้าย กล่าวหาว่าเป็นเพราะการทดลองลับของรัฐบาล และมีแม้กระทั่งกล่าวหาต้นไม้ !! 
9.3 "เราเตรียมฮอตด็อกไปเป็นเสบียงนะ คุณรู้ไหมว่าฮอตดอกถูกกล่าวหา!" เจ้าของทฤษฎีเอ่ยกับพระเอก "มันดีจะตายไป มีโปรตีนด้วย คุณชอบไส้กรอกไหม?" เขาถาม พระเอกนางเอกตอนนี้ก็คงเลือกอะไรไม่ได้แล้วหล่ะ เพราะเป็นผู้อาศัยรถของเขา แล้วเขาก็บอกว่าต้นไม้ส่งสารพิษได้เมื่อภัยมาถึงตัว เขาเลยตั้งทฤษฎีว่ามนุษย์เราคุกคามต้นไม้มานาน จนตอนนี้ต้นไม้เริ่มปล่อยสารพิษมากำจัดมนุษย์แล้ว นั่นคือเขากล่าวหาต้นไม้อยู่นั่นเอง ฉากนี้แสดงให้เห็นว่า ถ้าคนชอบกินฮอตดอก ก็ต้องพูดว่าฮอตดอกดี แต่ถ้าคิดว่าต้นไม้ไม่ดี ก็พูดว่าต้นไม้อันตราย นับเป็นการหาเหตุผลเข้าข้างความคิดของตนเอง 
10. จุดจบของคณิตศาสตร์
10.1 เพื่อนพระเอกแยกเดินทางมากับรถยนต์อีกคันหนึ่ง แล้วก็ขับรถผ่านบริเวณที่เกิดปรากฎการณ์ประหลาด ทำให้ทุกคนในรถตกใจกลัวกันมาก 
10.2 ในฐานะที่เป็นครูคณิตศาสตร์ เขาเคยกล่าวว่า "การเป็นครูคณิตศาสตร์ก็ดีนะ เพราะคนเรารู้สึกสบายใจขึ้นได้ด้วยการใช้ตัวเลขอธิบาย" เขาเลยตั้งโจทย์คณิตศาสตร์สนุกๆ ว่าถ้าเราได้เงินวันแรก 1 เพนนี วันที่สองได้ 2 เพนนี วันที่สาม ได้ 4 เพนนี แบบนี้ไปเรื่อยๆ วันสิ้นเดือนเราจะได้เงินรวมเท่าไร 
10.3 แต่สุดท้ายแล้ว คณิตศาสตร์ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย 
11. การทดลอง
11.1 กลับมาทางฝั่งของพระเอกบ้าง เขาออกเดินทางมาแล้วพบว่าทางแยกบนถนนมากมาย เขาใช้กล้องส่องทางไกล เพื่อ "สังเกตการณ์" บนถนนข้างหน้า แล้วพบว่ามีศพคนนอนตายอยู่ เขาก็พยายามเลี่ยงไปหาเส้นทางอื่นๆ 
11.2 จนกระทั่งมาเจอกับผู้คนที่ยังรอดชีวิตอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ทหารนายหนึ่งเป็นผู้เริ่มต้น "การทดลอง" โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ทหารบอกให้คนที่ยังรอดชีวิต เดินทางออกไปจากถนนใหญ่ และไปหาที่สงบๆ เพื่อหลบภัย เขาจัดการแบ่งผู้คนออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกที่ไม่มีข้าวของอะไรให้ออกเดินทางนำหน้าไปก่อน ส่วนอีกกลุ่มให้รีบเก็บของแล้วเดินตามไป 
11.3 พระเอกออกเดินทางมาในกลุ่มแรก มีจำนวนคนในกลุ่มน้อยกว่า ส่วนกลุ่มที่สอง มีจำนวนคนมากกว่า ลมพัดวูบมาโดนคนกลุ่มนี้ แล้วก็เริ่มเกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้น 
11.4 พระเอกได้ยินเสียงปืนดังมาจากกลุ่มที่สอง ทำให้เขาได้ข้อสรุปว่า ปรากฏการณ์นี้ขึ้นอยู่กับลมพัดและจำนวนคน 
11.5 พระเอกเลยพากลุ่มตนเองให้วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต แต่ลมก็พัดมาทันพวกเขาจนได้ ... แต่พวกเขาไม่เป็นอะไรเลย ทำให้พระเอกยิ่งเชื่อมั่นว่ามันต้องขึ้นอยู่กับจำนวนคน 
12. การพิสูจน์ทฤษฎี
12.1 ทฤษฎีว่าเกี่ยวกับต้นไม้ ลมพัด และจำนวนคน อย่างที่พระเอกเราค้นพบนี้ จะจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็นเพราะพระเอกพยายามจับตามองสิ่งที่สอดคล้องกับทฤษฎีที่อยู่ในหัวตัวเองทั้งสิ้น พวกเขาเดินทางมาถึงบ้านร้างหลังหนึ่ง และพระเอกก็พยายามวางแผนหนีภัยให้สอดคล้องกับทฤษฎีของตนเอง 
12.2 เขาเหลือบไปเห็นต้นไม้อยู่ในห้อง เขาตกใจกลัวมาก ค่อยๆ เดินเข้าไปพูดดีๆ กับต้นไม้ ก่อนที่จะรู้ว่ามันเป็นต้นไม้พลาสติก 
12.3 ผู้คนรอดชีวิตกลุ่มใหญ่กำลังหนีตามมาทางบ้านหลังนี้ พระเอกจึงพากลุ่มหนีออกจากบ้านมาเสียก่อน เขายืนมองลงมาจากเนินเขา เห็นผู้คนกลุ่มใหญ่กำลังฆ่าตัวตาย ทำให้เขายิ่งเชื่อทฤษฎี ว่าเกี่ยวกับต้นไม้ ลมพัด และจำนวนคน 
13. ความกลัวทำให้เสื่อม
13.1 การมีข้อมูลมากเกินไป โดยไม่สามารถนำไปตีความหรือหาข้อสรุปใดๆ ได้ ก็ก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ ในฉากนี้เราจะได้เห็นความกลัวที่ถูกสร้างขึ้นโดยการเสพข้อมูลข่าวสารมากเกินไป เริ่มต้นด้วยกลุ่มของพระเอกเดินทางต่อมาถึงเขตรั้วบริเวณบ้านหลังหนึ่ง ตรงรั้วมีวิทยุเล็กๆ แขวนอยู่ แสดงให้เห็นว่าเจ้าของบ้านนี้เป็นคนประเภทที่ติดตามสื่อตลอดเวลา 
13.2 เมื่อเดินเข้าไปถึงหน้าบ้าน พวกผู้ชายก็พยายามจะเข้าไปในตัวบ้าน ในขณะที่พวกผู้หญิงก็เล่นชิงช้า พระเอกเตือนว่าให้ระวังต้นไม้เอาไว้ แต่สิ่งที่น่ากลัวในฉากนี้ กลับไม่ใช่ต้นไม้หรอก 
13.3 มีคนอยู่ภายในบ้าน พระเอกพยายามขอร้องให้เจ้าของบ้านเปิดประตู เพื่อให้พวกเขาเข้าไปหลบภัย หรือไม่ก็ขออาหารเล็กๆ น้อยๆ ให้กับเด็กผู้หญิงที่มาด้วย เจ้าของบ้านไม่ยอมเปิด เราจะได้ยินเพียงแค่เสียงเจ้าของบ้านเป็นผู้ชาย ตะคอกกลับออกมาว่าเขาจะไม่เปิดประตู เพราะข้างนอกนั้นอันตราย ทางการสั่งให้อยู่แต่ภายในบ้าน พระเอกยืนยันว่าข้างนอกตอนนี้ยังปลอดภัยอยู่ แต่เจ้าของบ้านยืนกรานว่าจะไม่เปิด และกล่าวหาพวกพระเอกว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ฉากนี้แสดงให้เห็นถึงอาการ Mean World Syndrome เมื่อคนเราปิดการรับรู้ความจริงจากโลกภายนอก และเปิดรับเฉพาะข้อมูลข่าวสารจากสื่อสารมวลชน ทำให้เขาคิดว่าโลกภายนอกนั้นน่าหวาดกลัว เพราะข่าวสารจากสื่อมวลชนมักจะนำเสนอแต่เรื่องร้ายๆ เท่านั้น 
13.4 เด็กผู้ชายที่มาด้วยกับพระเอก พยายามจะพังประตูและใช้กำลังบุกรุกเข้าไปในบ้าน ความหวาดกลัวในใจเจ้าของบ้าน ที่เกิดขึ้นจากการเสพข้อมูลข่าวสารมากเกินไป ทำให้เขาตอบโต้กับโลกภายนอกด้วยความรุนแรงเช่นกัน 
13.5 โลกผ่านจอที่โหดร้าย ทำให้โลกแห่งความจริงโหดร้ายเช่นกัน 
13.6 ฉากนี้ปิดด้วยสภาพของผู้คนที่ยังรอดชีวิตอยู่ในมุมต่างๆ ของประเทศ พวกเขากำลังหมกมุ่นกับการเสพข่าวสาร และหมกตัวอยู่ในภายในบ้านของตัวเอง แต่ละคนมีวิธีในการตอบโต้กับโลกภายนอกที่แตกต่างกันไป โดยครอบครัวนี้นั่งดูทีวีพร้อมกับการใส่หน้ากากกันก๊าซพิษ 
13.7 ครอบครัวนี้นั่งเบียดกันอยู่ในอ่างอาบน้ำ 
13.8 ส่วนคนกลุ่มนี้ขนอาวุธปืนและระเบิดออกมาเตรียมพร้อม ทั้งหมดนี้คือการจัดการกับความกลัวของแต่ละคน ซึ่งล้วนแสดงให้เห็นความเสื่อม 
14. ความไม่รู้ก็ทำให้เสื่อมเช่นกัน
14.1 พระเอกยังเดินทางต่อไป จนพบกับบ้านอีกหลัง เจ้าของบ้านเป็นผู้หญิงแก่ท่าทางลึกลับ เธอไม่มีท่าทีว่าจะกลัวคนแปลกหน้าเลย แต่เธอกลับมีท่าทีคุกคามคนแปลกหน้าเสียมากกว่า 
14.2 บทสนทนาบนโต๊ะอาหารบอกว่าเธอใช้ชีวิตอยู่ที่นี่คนเดียวมานานแล้ว และเธอไม่มีทีวี ไม่ฟังวิทยุ ไม่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองใดๆ ปิดตัวเองจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง 
14.3 การปิดตัวเองมานาน ก็ทำให้เธอกลายเป็นพวกหวาดระแวง เพียงแค่เห็นพระเอกเดินเข้าไปในห้องนอน เธอก็คิดว่าพระเอกจะมาขโมยของในบ้าน หรือมาทำร้ายเธอ พระเอกพยายามจะอธิบายเรื่องราวและสถานการณ์โลกภายนอกให้ฟัง แต่เธอก็ไม่ยอมเปิดรับอยู่ดี 
14.4 สุดท้าย ความไม่รู้ก็นำไปสู่ความเสื่อมเช่นกัน ผู้หญิงแก่อยู่นอกบ้านคนเดียว แต่ก็โดนพิษอะไรบางอย่าง พระเอกของเราเลยสรุปว่า พิษของอะไรบางอย่างนั่นเล่นงานกับขนาดของจำนวนคนเล็กลงเรื่อยๆ 
15. การละทิ้งเหตุผล ทฤษฎี และวิทยาศาสตร์
15.1 สุดท้าย พระเอกก็ติดอยู่ภายในบ้าน โดยนางเอกและเด็กผู้หญิงอยู่ในโรงเก็บอาหาร ซึ่งเป็นอาคารแยกออกไปอีกหลังหนึ่ง โดยมีท่อเสียงเชื่อมถึงกัน ทำให้พวกเขาคุยกันได้อยู่ เมื่อหมดทางหนีไปไหนแล้ว พระเอกกับนางเอกเริ่มคุยกันเจ๊าะแจ๊ะเกี่ยวกับแหวนทายใจ สีม่วงหมายถึงอยากมีเซ็กส์ สีฟ้าหมายถึงใจสงบ "แล้วความรักสีอะไร?" นางเอกถาม แต่พระเอกจำไม่ได้ ทั้งสองคุยกันแบบไร้สาระ ซึ่งผมว่ามันก็ไร้สาระจริงๆ แหวนสีนี้หมายถึงอะไร แหวนสีนั้นหมายถึงอะไร ทุกอย่างล้วนไม่เป็นเหตุเป็นผลใดๆ มีแต่อารมณ์ความรู้สึกที่สื่อถึงกัน 
15.2 พระเอกตัดสินใจ ตายเป็นตาย เขาเดินออกจากบ้านมา ลมพัดมาโดนตัวเขา แต่ไม่เป็นอะไรเลย 
15.3 นางเอกพาเด็กผู้หญิงออกจากบ้านมาเช่นกัน ตายเป็นตาย ลมพัดมาโดนพวกเขา แต่ก็ไม่เป็นอะไรเช่นกัน 
15.4 สุดท้าย เสียงพระเอก voiceover บอกว่า สงสัยว่าเหตุการณ์นี้จะจบลงก่อนที่พวกเขาจะเดินออกมาจากบ้าน เป็นการย้อนกลับไปสู่การใช้ เหตุผล ทฤษฎี และวิทยาศาสตร์ อีกครั้งหนึ่ง หมายความว่า ถ้าพวกเขาเกิดตายขึ้นมา ก็จะบอกว่า เห็นไหม มันเป็นเพราะต้นไม้ แต่พอพวกเขาไม่ตาย ก็จะบอกว่า เออ สงสัยว่าจบลงไปก่อนหน้านี้แล้ว 
16. ฉากจบ
16.1 เวลาผ่านไป 3 เดือน โลกกลับเข้าสู่สภาวะปกติ พระเอก นางเอก และเด็กผู้หญิง กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ นางเอกตั้งท้องโดยดูจากอุปกรณ์ตรวจปัสสาวะ นี่ก็คือการชั่งตวงวัดความจริงด้วยวิทยาศาสตร์นั่นเอง 
16.2 นักวิทยาศาสตร์เดินสายออกทีวีและเขียนหนังสือออกมาขาย โดยสรุปเอาเป็นตุเป็นตะ ว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากต้นไม้ เปรียบเหมือนกับ red tide ที่สาหร่ายสร้างสารพิษออกมาฆ่าปลา แต่นี่เป็นต้นไม้สร้างสารพิษออกมาฆ่าคน
16.3 พระเอกกับนางเอกกอดกันด้วยความรักอย่างสุดซึ้ง ท่ามกลางต้นไม้สีเขียวรอบตัว เหมือนกับเอ็มไนท์ต้องการจะบอกว่า เรื่องที่ผ่านมาทั้งหมด เรายังไม่รู้อะไรเลย ยังไม่สามารถหาข้อสรุปใดๆ ได้ มีแต่ทฤษฎีของคนโน้นคนนี้ ซึ่งจะจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ในอนาคตโลกเราจะเป็นอย่างไรนะ เป็นห่วงคนรุ่นลูกหลานเราจริงๆ 
16.4 แล้วปรากฏการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ที่ประเทศฝรั่งเศส 
16.5 จบ 
หลายคนบอกว่า หนังเรื่องนี้จะบอกว่า "ความรักเอาชนะทุกสิ่งทุกอย่าง" ตอนจบที่พระเอกกับนางเอกรักกันมาก จนกล้าเดินออกมาโดนลมพิษพัดใส่แล้วไม่เป็นอะไร ผมว่าเรื่อง "ความรัก" ก็เป็นแค่ทฤษฎีหนึ่งเท่านั้นเอง อาจจะใช่ หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้
ผมลองตั้งทฤษฎีเล่นๆ ดูเองก็ได้ ว่าเป็นวิกฤตการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะ "คณิตศาสตร์" เพราะตัวละครหลายตัวในเรื่องที่ฆ่าตัวตาย กำลังคิดเรื่องคณิตศาสตร์หรือตัวเลขในหัว อย่างตอนต้นเรื่อง ผู้หญิงในสวนสาธารณะก็พึมพำบ่นว่าชั้นกำลังอ่านไปถึงหน้าที่เท่าไร ตัวเพื่อนพระเอกที่เป็นครูคณิตศาสตร์ก็กำลังคิดโจทย์เลขเอกโพเนนเชียลอยู่ และตัวละครผู้หญิงที่กำลังคุยโทรศัพท์กับลูกสาว เธอเปิดเสียงโทรศัพท์แบบสปีคเกอร์โฟน ได้ยินเสียงลูกสาวเธอบ่นพึมพำว่า มองเห็นแคลคูลัสๆ แล้วก็ตามมาด้วยเสียงโครมครามเหมือนการฆ่าตัวตาย
เป็นไงบ้างครับ ผมบอกแล้ว ว่าเอ็มไนท์ไม่ได้มือตกแต่อย่างใด หนังของเขามีบุคลิกเฉพาะแบบนี้เอง คือเขามีเจตนาจะสื่อประเด็นเรื่องอะไรบางอย่างในหนัง แล้วเขาจะเขียนบท สร้างสถานการณ์และตัวละครแปลกๆ ขึ้นมา เพื่อค่อยๆ แอบสื่อประเด็นเรื่องนั้นออกมาทีละน้อยๆ และนำเสนอตอกย้ำไปเรื่อยๆ โดยที่คุณต้องสังเกตอย่างละเอียดจริงๆ จึงจะมองเห็นว่าสิ่งต่างๆ ในหนังนั้น สอดคล้องต้องกัน และนำไปสู่ประเด็นหลักๆ ที่ชัดเจน
สำหรับเรื่อง The Happening นี่ก็คือการตั้งคำถามกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ การใช้เหตุผล การทดลอง การตั้งทฤษฎี การพิสูจน์ทฤษฎี ว่ามันมีปัญหาอย่างไร
นอกจากนี้ หนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เพราะเมื่อถึงที่สุดแล้ว หนังไม่ได้ฟันธงใดๆ เลยว่าต้นเหตุของวิกฤตการณ์ทั้งหมดนั้นมาจากต้นไม้ มีแต่คนดูเท่านั้นที่พากันคิดไปเอง โดยการชี้นำของพระเอกในเรื่อง รวมไปถึงการคอยถ่ายภาพต้นไม้แทรกมาเป็นระยะๆ ทำให้คนดูค่อยๆ หาข้อสรุปของตนเอง ว่ามันต้องเกี่ยวกับต้นไม้แน่ๆ
แล้วสุดท้าย ทุกคนก็กล่าวหาต้นไม้ เหมือนกับที่เรากล่าวหาฮอตด็อก กล่าวหาผู้ก่อการร้าย กล่าวหาการทดลองลับของรัฐบาล ฯลฯ ซึ่งจริงๆ แล้ว คนเราในทุกวันนี้ เราไม่รู้อะไรเลยจริงๆ และนี่คือสิ่งที่หนังเรื่องนี้พยายามบอกเรา ด้วยวิธีการอันแหลมคม
...