รอดตายหวุดหวิด นั่งเครื่องบินตรงไหนปลอดภัยที่สุด เห็นรูปนี้ทวนเข็มหรือตามเข็ม?ลองสิ สุกี้กองปราบ มีเรื่องซ่าส์ๆ เอามาชิงบัตรเล่น ATV กัน

Poonhill ตอน3

Writing by kon-ma-ha-suay on Tuesday, 11 of September , 2007 at 11:53 am

1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (No Ratings Yet)
Loading ... Loading ...

จากตอนที่หนึ่ง http://www.goozaar.com/?p=99#more-99

และตอนที่สอง http://www.goozaar.com/?p=107#more-107 

เช้าวันที่สาม….ตื่นมาท่ามกลางอากาศสดชื่น…แต่กว่าจะกล้าแหย่ขาลงมาที่พื้นไม้ในห้องก็ต้องใช้เวลาทำใจอยู่นานทีเดียว…ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะอากาศที่อุณหภูมิอากาศน่าจะต่ำกว่าจุดเยือกแข็งหรือใกล้เคียงเลยทีเดียวเนื่องจากขณะนี้เราอยู่สูงกว่า 2,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในเขตป่าเมืองหนาวในฤดูหนาว (ดอยอินทนนท์สูงประมาณ 2,565 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล)…. สำหรับคนรักความสะอาดที่ยังไม่ได้อาบน้ำมากว่า 24 ชั่วโมง… ตอนนี้สิ่งที่เราโหยหาที่สุดก็คือน้ำอุ่นครับ…..

 

ที่นี่เวลาจะอาบน้ำเราต้องแจ้งเจ้าของร้านเพื่อที่เค้าจะต้มน้ำไว้ให้พอดีคน ซึ่งเราแจ้งไปว่า 2 คน (ไม่ได้คิดเงินเพิ่มนะครับ…แต่อย่าแจ้งเผื่อเลย… มันเปลืองพลังงาน)… ห้องน้ำก็เป็นห้องน้ำรวมอยู่ตรงลานหน้าห้องอาหาร ซึ่งลมจะพัดแรงและหนาวมาก….. ด้วยความเป็นสุภาพบรุษ…(Lady First)…ผมส่งไกด์หมวยของเราไปชิมลางดูก่อนว่าเป็นอย่างไร… ส่วนผมก็อาสาท้าลมหนาวเฝ้าหน้าห้องน้ำให้….. เนื่องจากไม่ได้อาบน้ำมานาน… สาวหมายของเราจึงทำความสะอาดเป็นพิเศษ…. จนเวลาล่วงเลยไปกว่า 15 นาที… ผมจึงได้ตะโกนถามว่าทำไมยังไม่เสร็จ…. ก็ได้คำตอบว่าอีกเดี๋ยว… จะเสร็จแล้ว….. ขาดคำไม่นาน…. สาวหมวยก็ออกมาในชุดที่พร้อมสำหรับการเดินในวันใหม่เรียบร้อยแล้ว….. (ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมไม่ต้องต่อคิว… เพราะนักท่องเที่ยวรายอื่นๆเค้าอาบไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเลยครับ)…..

เอาล่ะครับ… ตาผมซักที…. การได้อาบน้ำอุ่นท่ามกลางอากาศเย็นนี่มันเป็นสุขดีจริงๆเลยนะครับ…. แต่เพื่อไม่ให้เสียเวลาเนื่องจากน้ำอุ่นมีจำกัด… ผมจึงเลือกที่จะสระผมไปพร้อมๆกันเลยเพื่อประหยัดน้ำ….. ทันทีที่หัวเปียกได้ที่… ผมก็บรรจงเทแชมพูลงไปขยี้ฟองเต็มหัว (เปิดน้ำอุ่นราดตัวไปด้วย…เพราะมันหนาว)…..

ทันไดนั้น!!!!!! น้ำมันก็กลายเป็นน้ำเย็นเฉียบทันที…!!!!  ชิบหายล่ะครับ…. ผมนึกถึงการใช้น้ำของสาวหมวยขึ้นมาทันที!!!! เอาวะ…ไหนๆก็ไหนๆแล้ว… ก็ต้องลุยมันต่อ… อาบน้ำเย็นท่ามกลางอากาศโคตรเย็น…..

พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จ… ผมออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับเล็บที่กำลังจะกลายเป็นสีเขียว…. ออกมาบ่นจนผมเองยังคิดว่า….เป็นโชคดีของนักท่องเทียวรายอื่นที่ฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง… ไม่งั้นคงได้ฝึกภาษาไทยจากการฟังผมบ่นเป็นแน่….

ตัดมาที่อาหารเช้าเลยนะครับ… อาหารเช้าเราเป็นซุปมักกะโรนีกับมาม่าต้มยำกุ้ง (อันนี้เอามาเอง)…..ซึ่งราคาอาหารดูแล้วก็เท่าๆกันตลอดเส้นทาง…..

ทานอาหารเสร็จ….เราตัดสินใจฝากกระเป๋าไว้กับเจ้าของร้านก่อนเดินทางต่อ เพื่อเป็นการลดน้ำหนักกระเป๋าไปในตัวเนื่องจากเราต้องย้อนกลับมาทางนี้อยู่แล้ว (สำหรับท่านอื่นๆที่มีเวลามากกว่านี้ อาจเลือกกลับเส้นทางอื่นเนื่องจากเส้นทางการเดินปกติแล้วจะเป็นวงรอบ ไม่จำเป็นต้องเดินกลับทางเดิม)…. จุดมุ่งหมายวันนี้สูงขึ้นไปอีกประมาณ 800 เมตร… แต่คงต้องเดินไปอีกเป็นวันแน่ๆ….

   

ทางช่วงแรกไม่ค่อยต่างจากที่ผ่านมาเมื่อคืนมากนัก…. เป็นบันไดหินชันๆ ตลอดทาง…. จนเมื่อผ่านครึ่งชั่วโมงไปแล้ว จู่ๆป่าเขียวๆมาจากไหนก็ไม่รู้ ดูครึ้มและดูร่มรื่นคล้ายๆกับบนยอดดอยอินทนนท์บ้านเรา (ตรงที่เดินไปดูจุด ฮ. ตก)…. ทางเดินตอนนั้นเริ่มเป็นดินมากขึ้น (นุ่มเท้าขึ้นเป็นกอง)…. เราเริ่มเปลี่ยนกลยุทธ์การเดินแบบเลี่ยงมูลสัตว์ ซึ่งโดยมากก็คือขี้ล่อกับขี้แพะ…(ตัวล่อจริงๆนะครับอย่าคิดมาก)…. มาเป็นการเดินเหยียบมันไปเลย เพราะรู้สึกเหนื่อยกับการเดินหลบ…เนื่องจากมันอยู่แทบจะทุกตารางนิ้ว… ยิ่งเดินนานก็ยิ่งมีคนแซงเราไปเรื่อยๆ (นักท่องเที่ยวรายอื่นๆเค้ามักจะใช้บริการลูกหาบ)…. สองข้างทางเริ่มมีซากของหิมะที่ตกเมื่อคืนหนาขึ้นเรื่อยๆ….. ในขณะที่อากาศข้างนอกหนาวขึ้นเสื้อผ้าเราก็เริ่มเหลือน้อยชิ้นลงเรื่อยๆ (พอเริ่มเดินหรือขยับตัว ความร้อนในร่างกายเราที่ระบายมาโดยเหงื่อจะถูกสกัดไว้โดยเสื้อผ้าทำให้เรารู้สึกอุ่น… หากยังใส่หลายชั้นจากอุ่นมันก็จะกลายเป็นอุ่นมากจนไม่รู้ว่าจะดิ้นรนมาหาอากาศหนาวที่นี่ทำไม)

หลังจากเดินๆ หยุดๆ มาได้หลายชั่วโมง (ประมาณเที่ยวเศษๆ) เราก็มาเจอโรงเตี๊ยมกลางทางแถวๆหมู่บ้าน Nangethanti (อย่านึกถึงเหล้านารีแดงแบบหนังจีนนะครับ)…. ร้านนี้มีฝรั่งและแขกนั่งอยู่หลายราย…. แต่เนื่องจากเราเพิ่งตระหนักได้ระหว่างถ่ายของที่โรงแรมได้ว่า เราขนอาหารมามากเกินความจำเป็น… เราสองคนจึงเลือกที่จะสั่งน้ำมากินกับบรรดาเสบียงของเรา (หมูแผ่น, หมูรมควัน, เป็ดรมควัน… เห็นมั๊ยเยอะจริงๆ)…. ซึ่งน้ำก็แน่นอนล่ะครับว่าถ้าเราไม่กินชานม… ทางเลือกที่ปลอดภัยก็คือน้ำอัดลม….

จาก Nangethanti เราเดินอีกแค่ชั่วโมงกว่าๆก็ถึง Ghorepani หมู่บ้านปากทางขึ้น Poonhill ที่ๆเราจะไปชมทัศนียภาพในวันรุ่งขึ้น….

หมู่บ้าน Ghorepani เป็นหมู่บ้านที่แปลกกว่าหมู่บ้านอื่นตรงที่เป็นหมู่บ้านที่มีเกือบทุกอย่างตั้งแต่ร้านขายของที่ระลึก โปสการ์ด… หนังสือ… ร้านขายของชำ (มีน้ำผลไม้มาลีเขียนฉลากเป็นภาษาไทยด้วยนะ)…. ที่ไม่แน่ใจเพราะจำไม่ได้ก็อินเตอร์เน็ตเนี่ยแหละ ไม่แน่ใจว่ามีมั๊ย…. เอาเป็นว่าตั้งแต่เดินมาจาก Naya Pul ต่อให้คนโง่ถ้าเดินผ่านก็ยังรู้เลยว่าหมู่บ้านนี้มันต้องมีอะไรพิเศษแน่ๆ….. หมู่บ้านนี้มีโรงแรมอยู่หลายแห่ง… แต่ผมเคยได้ยินข้อมูลมาจากเวบ Trekking Thai ซึ่งเป็นที่ๆผมใช้หาข้อมูลก่อนมาว่า โรงแรมที่น่าอยู่ชื่อ Hotel Snowland….. โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับโรงแรมอื่น… เพราะอากาศหนาวมากและมีหมอกเต็มไปหมด (แม้แต่พื้นส่วนใหญ่ก็คลุมไปด้วยหิมะที่ตกมาตั้งแต่เมื่อคืน)…. เราจึงตัดสินใจถามหาโรงแรมนี้เลย….. (ขณะนั้นประมาณบ่ายสามโมงกว่า)

 

โรงแรมนี้มีห้องอาหารน่ารักๆที่มีกระจกขนาดใหญ่ประมาณว่านั่งตรงไหนก็เห็นวิวข้างนอก (ซึ่งขณะนั้นไม่เห็นอะไรเลย) และตั้งอยู่บริเวณชานหมู่บ้านริมทางที่จะขึ้นไปบนยอด Poonhill ….. เราได้ห้องสองเตียงพร้อมผ้านวมคนละสองชุดที่ดูสะอาดในราคาแค่ 150 รูปี (ดูรูปเอาว่าดูดีขนาดไหน)….. ห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวมแต่ขอโทษ…. เป็นชักโครกแบบบ้านเราเลยนะครับ…… ดูสะอาดแต่ไม่น่านั่งเพราะ… อากาศมันเย็น… เราเอาของขึ้นไปเก็บแล้วค่อยลงมาหาอะไรกินเอาแรงก่อนจะเดินสำรวจหมู่บ้าน….. สปาเกตตี้ผัดอะไรก็ไม่รู้ใส่ชีสแบบไม่ยั้ง (อร่อยแต่ชีสที่นี่เหม็นไปหน่อยเพราะทำจากนมแพะ) หนึ่งจานกับข้าวไข่เจียวหมูสับสองจาน (ดูรูปเอา) หมดไปภายในยี่สิบนาที

ก่อนจะขึ้นไปนอนเอาแรง… เราได้ไปลงชื่อในเกสต์บุ๊ค… อันเป็นสิ่งที่ผมว่าได้ผลดีในแง่กลยุทธ์นะ… เค้าไม่ได้มีเอาไว้บันทึกตามกฏหมาย…. แต่เอาไว้เพื่อให้คนแต่ละชาติมาลงอวดกันว่าเคยมาเยือน เพื่อให้รู้สึกภาคภูมิใจที่มาถึงได้….(รู้สึกหมู่เกาะสุรินทร์ของเราก็ทำนะ)…. ซึ่งอันที่จริงก็น่าภูมิใจเพราะการมาเที่ยวที่นี่ไม่ได้ใช้เงินมากมายอะไร…. (ทั้งทริปผมแปดวันยังไม่ถึง 25,000 เลย…รวมทุกอย่างแม้แต่ของฝาก)… แต่ต้องใช้แรงกายแรงใจในการมาถึง….ซึ่งเงินซื้อไม่ได้…..

คนส่วนใหญ่ที่มาที่นี่คือฝรั่ง… มีประมาณสี่สิบเปอร์เซนต์เป็นเอเชีย… ซึ่งเก้าสิบเปอร์เซนต์ในนั้นเป็นเกาหลีและญี่ปุ่น (ไม่น่าเชื่อว่าพวกนี้จะลุยขนาดนี้นะ)… แม้ว่าสองชาตินี้จะไม่ค่อยพูดภาษาอื่นแม้แต่อังกฤษ… แต่จากการที่คนชาตินี้มีฐานะดีทำให้คนที่อื่นต้องหาทางสื่อสารกับพวกนี้เอง (เพื่อให้ได้เงิน)….. ไม่รู้เมื่อไหร่เมืองไทยของเราจะอยู่ในฐานะนี้บ้างเนอะ… อิจฉาๆ

หลังจากนั้นเราก็ไปนอนเอาแรง… กะไว้ว่าจะนอนซักสิบนาที (หนังท้องตึงหนังตาหย่อน)… แต่เอาเข้าจริงๆตื่นขึ้นมาอีกทีก็ทุ่มนึงแล้ว (อดไปสำรวจหมู่บ้าน)….. เราเดินลงมาเพื่อไปนั่งผิงไฟคุยกับนักท่องเที่ยวรายอื่นๆ ซึ่งก็จับใจความได้ว่าเราต้องตื่นประมาณตีสี่ครึ่งเพื่อเริ่มเดินตอนตีห้า เพื่อให้ทันไปเห็นแสงแรกของวัน….. ฮีทเตอร์ของที่นี่ทำง่ายมากครับ คือจุดไฟด้านล่าง (ใต้ถุนโรงแรม)… ในลอบบี้โรงแรมจะเป็นถังสองร้อยลิตรที่มีปล่องด้านบน… ความร้อนจะแผ่ออกมาจากถังเหล็กโดยที่ไม่มีควันมากวน…ทำง่ายและได้ผลดีจริงๆ…. เอาล่ะครับง่วงเต็มที่แล้วเราไปนอนเอาแรงกันเถอะ…เพราะพรุ่งนี้เราต้องเดินกันแต่เช้า

Category: Zaar...ชวนเที่ยว


1 Comment

[…] อ่านต่อที่นี่เลยครับ http://www.goozaar.com/?p=136#more-136 […]

แสดงความเห็น

                       



GooZaar.com

กูซ่าส์.....เรารู้คุณก็ซ่าส์ GooZaar.com

ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งการแบ่งปันประสบการณ์ซ่าส์ในชีวิต

ไม่สนใจว่าคุณเป็นใครมาจากไหน เพียงแค่คุณอยากเล่า อยากเขียน อยากแบ่งปัน ทุกๆเรื่อง

ก็ร่วมเป็นกูซ่าส์กับเราได้... สมัครซ่าส์