แนวคิดแรก : อย่าคิดว่าเขาเป็นเด็ก
คืองี้ ! … ผู้ใหญ่ มักเอาตัวเอง “เป็นใหญ่”
เอาความคิด ทัศนคติ แบบ “เป็นใหญ่-เป็นใหญ่” เลี้ยงดูเด็ก
เมื่อ “เป็น(ผู้)ใหญ่” อีกฝ่าย ก็กลายเป็น “ผู้น้อย” ทันที
เมื่อ “เป็น(ผู้)ใหญ่” ก็คอยเพ่งเล็ง เพ่งโทษ “ผู้น้อย”
ฯลฯ
เด็กร้อง(ไห้) ก็รำคาญ
เด็กทำเลอะเทอะ ก็โมโห
เด็กลืมทำการบ้านก็ด่า บ้างก็ลงมือ
ฯลฯ
ที่สำคัญ ผู้ใหญ่ มักมองไม่เห็นตัวเอง … ทั้งๆ ที่ “กู(ตัว)ใหญ่”
เอาแต่ “เพ่งโทษ” มองเห็นแต่ความผิดที่เกิดขึ้นจากเด็ก-เพราะเด็ก
ข้อควรคำนึง ๑ : เด็กเลวไม่มี มีแต่ผู้ใหญ่(ห่วยๆ) ที่ทำให้เด็กเลว
ข้อควรคำนึง ๒ : ผู้ใหญ่(ห่วยๆ) ก็จะสร้างเด็กห่วยๆ … เป็นวงจร
การเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้ “พอใช้ได้”
ผู้ใหญ่ต้องเริ่ม “พอใช้ได้” เสียก่อน
(หยุดวงจรห่วย-โดยเริ่มที่ตัวเอง)
… เริ่มอย่างไร ??
เริ่มโดยคิดเสียใหม่ว่า … เด็ก คือ ผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ
(อันนี้สำคัญมาก แต่ผู้ใหญ่สักกี่คน
… จะยอมคิด แม้แต่จะแกล้งคิดก็เหอะ)
เพียงแต่ กล้ามเนื้อของเขา ยังไม่แข็งแรง
… ทำอะไรหลายอย่างไม่ได้เหมือนเรา (พูด เดิน กินข้าว ขี้ !)
น่าสนใจไหม? เด็กใช้ความคิดมากกว่าผู้ใหญ่หลายคน
เมื่อเด็กอยากกินไอติม แต่เขายังพูดไม่ได้ เดินก็ไม่ได้
… และ แน่นอน ยังไม่มีเครดิตการ์ด
เด็กจะพยายาม “สื่อ” โดยการยิ้ม ร้องไห้
นอนดิ้น กอดขา ฯลฯ (= สารพัด)
(ตรงนี้ กรุณาใส่ Monday flower !) ทันทีที่ ผู้ใหญ่ “รับสาร” จากเขาได้
… เขาจะจำ “สื่อ” ที่ว่าไว้อย่างดี
คราวหน้า เมื่ออยากกินอีก เขาจะ “สื่อ” แบบนั้น
… ถ้าไม่ได้ผล เด็กจะค้นหา “วิธีใหม่” แบบนั้น ไปเรื่อยๆ
ตรงนี้ ดอกจัน ๒ ดอก !
เมื่อเด็กทำดี … เรายิ้ม ลูบหัว หอมแก้ม กอดเขา … เขาจำ
เมื่อทำไม่ดี(ไม่ได้อย่างใจเรา) … เราโกรธ ด่า ตีเขา … เขาบันทึก
เมื่อเขาอยากกินไอติม … นอนดิ้น แหกปาก … เราซื้อให้ เขาชนะ
เมื่อเขาอยากกินไอติมอีก ดิ้นอีก แหกปากอีก แต่เราไม่ซื้อให้
… เขาแพ้(ทาง) และ จะหาทางใหม่ (คอยดูความฉลาดของเขาสิ)
** ผู้ใหญ่ ควรฝึกทำใจนิ่งๆ (EQ ดีๆ) อย่าใส่อารมณ์ บอกกับเขาว่า
“พ่อรู้ว่า ลูกหงุดหงิด พ่อเข้าใจดี
แต่ลูกกินไอติมไม่ได้ ลูกเป็นหวัด พ่อรักลูก
พ่อจะรอจนกว่าลูกจะหายหงุดหงิด แล้วเราไปเล่นด้วยกัน …”
บอกแบบนี้ ได้ ๒ เด้ง
๑. ได้(ฝึก)ใช้สมอง พูดคุยกัน ไม่ใช้แรง (กล้ามเนื้อ) - โตขึ้นไม่มีม็อบ
๒. ได้สอนให้เขารู้จักอารมณ์ตัวเอง - โตขึ้นไม่มีแว๊น ไม่มีสก๊อย
กรณีตัวอย่างเปรียบเทียบ :
เวลาแฟนเรา อยากกินไอติม แต่เราบอก “รอเดี๋ยว”
แฟนเราจะงอน เดินไปหน้าปากซอย พูด(ตาดุๆ)กับพ่อค้า
และ ควักเงินจ่าย ด้วยท่า “คุณหนู” … ดู่ ดู๊ ดู ดูเธอทำ (ฮา)
เห็นไหม? ผู้หญิง เอ้ย ผู้ใหญ่บางคนใช้แต่กล้ามเนื้อ และเงิน
… สู้เด็กไม่ได้ คิดๆๆ วางแผน (P) ลงมือทำ (D)
ทดสอบปฏิกิริยา (C) ถ้าไม่ได้ผล ก็คิดๆๆ ใหม่ (A)
เป็นไง ? … ใครกันแน่ ที่ควรเรียกว่า “ผู้ใหญ่”
ดึกแล้ว … เอาแค่นี้ก่อน
ขุนลูกชุบ






6 ความคิดเห็น
ชอบโพสท์นี้ของคุณ khun_aut อีกแล้ว และอีกอย่างที่อยากบอก(ความในใจ) คือ เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ :D
ผู้ใหญ่จะเข้าใจเด็กได้ ก่อนอื่นต้องรู้จักและเข้าใจตัวเองก่อน (รู้จักอารมณ์ ลักษณะนิสัย ความอดทน)
ผู้ใหญ่แต่ละคนมีวุฒิภาวะในความเมตตากรุณาต่อเด็กไม่เท่ากัน เพราะเด็กแต่ละคนมีความน่ารักไม่เท่ากัน
แต่เด็กก็คือเด็ก..ผู้ใหญ่ก็คือผู้ใหญ่…(..) ?
การเลี้ยงดูเด็ก ต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจ การใช้เหตุผล ฯลฯ ซึ่งต้องอาศัยวุฒิภาวะในการควบคุมอารมณ์ ความรักและมีความเมตตากรุณาของผู้ใหญ่ การอบรมเลี้ยงดูด้วยความรักความอดทนและใช้เหตุผลในการพูดคุยจึงน่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เคยมีใครบาบางคนพูดว่า…”เหตุผลกับความรักมักเดินสวนทาง” แต่ว่าในกรณีนี้ดูแล้วน่าจะเดินคู่กันไปด้วยกันได้ดีเลยทีเดียวค่ะ :D
เห็นด้วยกับแนวทางที่จะได้ ๒ เด้ง…
เหมือนท่านจะบอกเป็นนัย ๆ ด้วยใช่ไหมว่า ต้องมี “เหตุผล” ประกอบการกระทำ มิใช่เอาแต่สั่ง และ สอน–อย่างนั้นเด็กจะงง ๆ และอาจจ่อต้าน
ผู้ใหญ่ก็เถอะ เจอแบบนี้ก็คงดื้อแพ่งเหมือนกัน…บอกมา ๆ เหตุผลเพราะอะไร?…
อ่า…คนยังไม่มีลูกก็มองไปทำนองนี้ละขอรับ–ยินดีที่ได้เห็น-ทราบ ๕ แนวคิดของท่านผู้มีประสบการณ์
Let’s go!
ด้วยมิตรภาพครับ
คุณ siriluck คุณประทีป …
เธออาจมีร้อยเหตุผลที่เธอจะไป
แต่ฉันมีเพียงเหตุผลเดียวจะให้เธออยู่
ฟังเสียงหัวใจของฉัน แล้วเธออาจจะรู้
เหตุผลเดียวมีอยู่ก็คือ รักเธอ
อะไรทำนองนั้น (ฮา)
: )
เออ! จริงครับ
สรุปว่า ยิ่งแก่เรายิ่งทำตัวเหมือนเด็ก ยิ่งกว่าเด็กตัวจริงเสียอีก
เศร้าจัง
”เหตุผลกับความรักมักเดินสวนทาง” ความรักก็คืออารมณ์
อาจารณ์โทดะ (Josei Toda) เคยกล่าวทำนองว่า การใช้ปัญญา โดยการยกระดับความคิดเราขึ้น จะทำให้ได้คำตอบที่เหตุผลกะอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว
ส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าใช้แต่เหตุผลก็จะได้คำตอบที่ได้แนวปฏิบัติแต่ก็แห้งๆ ถ้าใช้อารมณ์ก็จะได้อะไรที่มันฟังดูดีแต่อาจจะทำไม่ได้ แต่คำตอบที่ดีน่าจะเป็นการเอาสองสิ่งนี้มาประสานกันได้อย่างกลมกลืน
ชอบบทความนี้ครับ
One Trackback/Pingback
[...] ภาคต่อจาก … http://culturegap.wordpress.com/2008/06/04/kid1/ [...]
เขียนความคิดเห็น