Edu PARK การศึกษา หน้าหลัก TLCThai.com เกี่ยวกับ TLC กิจกรรม TLC เทคโนโลยี เกมส์ ClipVDO บันเทิง-เทคโน ดนตรี กีฬา เล่าสู่กันฟัง Blog ดูดวง webboard
หน้าหลักการศึกษา ข่าวการศึกษา หางาน-สมัครงาน Teen's Activities ดาวเด่นสถาบัน วันสำคัญของไทย Contents การสอน รายชื่อ สถาบัน โรงเรียน สถาบันสอนภาษา กวดวิชา / สอนพิเศษ คลังความรู้ Online
คลังข้อสอบ แหล่งทุนการศึกษา ศึกษาต่อต่างประเทศอุปกรณ์ E-Learning สื่อเรียนรู้ Online เข้าใจง่าย เรียนจาก Clip VDO การศึกษาทางไกล หน่วยงานราชการการศึกษา อ่านกลอน - เขียนกลอน Edu Park Board

Brain Training Games


 

   
คลังความรู้ Online ดูกระทู้ทั้งหมด
การศึกษา - - - - - >
 


ปราสาทเขาพระวิหาร



ปราสาทพระวิหาร (Prasat Preah Vihear)

ปราสาทเขาพระวิหาร เป็นโบราณสถานที่มีความงดงาม โดดเด่นอยู่เหนือเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งกั้นพรมแดน ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 657 เมตร อยู่ในเขตการปกครองของอำเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร ประเทศกัมพูชา
      เดิมปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในเขตการปกครองของประเทศไทย ขึ้นอยู่กับบ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ (ค.ศ.1899,ร.ศ.-118 เมื่อ พ.ศ. 2442) พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ได้ทรงค้นพบ พระองค์ได้จารึก ร.ศ. และพระนามไว้ที่บริเวณชะง่อนผาเป้ยตาดีว่า 118 สรรพสิทธิ จากนั้นอีก 60 ปีต่อมา ประเทศกัมพูชา (นำโดยสมเด็จเจ้านโรดมสีหนุ) ได้ยื่นฟ้องต่อศาลโลก เพื่อเรียกร้องอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารคืน (ยื่นฟ้องทั้งมหด 73 ครั้ง) ต่อมาศาลโลกได้ตัดสินให้อธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชาด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 เสียง เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 นับเป็นการเสียดินแดน
ครั้งสุดท้ายของประเทศไทย โดยบริเวณดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 150 ไร่

เป็นปราสาทหิน อยู่บริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ในจังหวัดพระวิหาร ของกัมพูชา ติดชายแดนไทย ที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ อยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร นับเป็นปราสาทขอมที่สำคัญแห่งหนึ่ง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์การก่อสร้างเทวสถานของฮินดู ประวัติศาสตร์การเรียกร้องเขาพระวิหาร และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทั้งของไทยและกัมพูชาด้วย

:: ประวัติ ::

เทวาลัยหรือปราสาทหินแห่งแรกในบริเวณนี้ สร้างขึ้นเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9 ทั้งหมดสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระศิวะ อย่างไรก็ตาม ซากปรักหักพังของเทวาลัยที่เหลืออยู่ มีอายุตั้งแต่สมัยเกาะแกร์ ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 10 ครั้นเมื่อนครหลวงของอาณาจักรขอมอยู่ใกล้ เมื่ออยู่ที่นครวัด นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบบางประการในรูปแบบศิลปะของปราสาทบันทายศรี แต่โครงสร้างส่วนใหญ่ของปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และ สุริยวรมันที่ 2 ในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 11 และศตวรรษที่ 12 ตามลำดับ

ด้วยตำแหน่งที่ตั้งอยู่ในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้เกิดกรณีพิพาทโต้แย้งขึ้นว่าใครจะเป็นผู้ครอบครองและดูแลปราสาทหินแห่งนี้ กระทั่งวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) ก็ตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา[1] แต่หลังจากนั้นไม่นาน กัมพูชาเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นภายในประเทศ ปราสาทหินแห่งนี้เปิดให้สาธารณชนเข้าชมเป็นช่วงสั้นๆ ในปี พ.ศ. 2535 แต่ปีต่อมาก็ถูกเขมรแดงเข้าครอบครอง จากนั้นก็เปิดอีกครั้งจากฝั่งประเทศไทย เมื่อปลายปี พ.ศ. 2541 และเมื่อ พ.ศ. 2546 กัมพูชาก็ได้ตัดถนนเข้าไปจนสำเร็จสมบูรณ์หลังจากรอคอยเป็นเวลาช้านาน แต่ก็มีการห้ามเข้าอยู่เป็นระยะโดยมิได้กำหนดล่วงหน้า

ในเวลาต่อมากัมพูชาเสนอให้ขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารให้เป็นมรดกโลกต่อองค์การยูเนสโก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 31 ณ เมืองไครสเชิร์ช นิวซีแลนด์ เมื่อ พ.ศ. 2550 แต่ไทยกับกัมพูชามีความเห็นที่ไม่ตรงกัน ซึ่งฝ่ายไทยกล่าวว่าควรแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่เขตแดนทับซ้อนรอบปราสาทก่อนแล้วจึงค่อยเสนอ [2] จนกระทั่งใกล้ถึงการประชุมสมัยที่ 32 ที่แคนาดา ในปีถัดมา ก็ยังไม่ได้ข้อตกลงร่วมกัน [3] และถ้าหากเขาพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยอ้างอิงจากแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำ จะทำให้ไทยต้องเสียดินแดนถอยร่นเข้ามาประมาณ 7.2 ตารางกิโลเมตร

:: ที่ตั้ง ::

ปราสาทเขาพระวิหารมีความยาว 800 เมตร ตามแนวเหนือใต้ และส่วนใหญ่เป็นทางเข้ายาว และบันไดสูงถึงยอดเขา จนถึงส่วนปราสาทประธาน ซึ่งอยู่ที่ยอดเขาทางใต้สุดของปราสาท (สูง 120 เมตรจากปลายตอนเหนือสุดของปราสาท และ 525 จากพื้นราบของกัมพูชา) แต่โครงสร้างปราสาทแห่งนี้ก็ยังแตกต่างอย่างมากจาก สถาปัตยกรรมปราสาทหินของหินโดยทั่วไปที่พบในพระนคร เพื่อจำลองเขาพระสุเมรุ อันเป็นที่ประทับของเทพเจ้า ตามคติความเชื่อของฮินดู

ทางเข้าสู่ปราสาทประธานนั้น มีโคปะรุคั่นอยู่ 5 ชั้น (ปกติจะนับจากชั้นในนออกมา ดังนั้นโคปุระชั้นที่ 5 จึงเป็นส่วนที่ผู้เข้าชมจะพบเป็นส่วนแรก) โคปุระแต่ละชั้นก่อนถึงลานด้านหน้า จะผ่านบันไดหลายขั้น โคปุระแต่ละชั้นจึงเปลี่ยนระดับความสูงทีละช่วง นอกจากนี้โคปะรุยังบังมิให้ผู้ชมเห็นส่วนถัดไปของปราสาท จนกว่าจะผ่านทะลุแต่ละช่วงไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถแลเห็นโครงสร้างปราสาททั้งหมดจากมุมใดมุมหนึ่งได้

โคปุระชั้นที่ 5 เป็นศิลปะแบบเกาะแกร์ ยังมีร่องรอยสีแดงที่เคยประดับตกแต่งตัวปราสาทเอาไว้ แต่ส่วนหลังคากระเบื้องนั้นหายไปหมดแล้ว

โคปุระชั้นที่ 4 เป็นศิลปะสมัยหลัง คือ แคลง/บาปวน และมีหน้าบันด้านนอกทางทิศใต้ ถือเป็น "หนึ่งในผลงานชิ้นเอกอุของปราสาทเขาพระวิหาร" (Freeman, p. 162): เป็นภาพสลักการกวนเกษียรสมุทร

ภาพสลักการกวนเกษียรสมุทร ที่โคปุระชั้นที่ 4
ภาพสลักการกวนเกษียรสมุทร ที่โคปุระชั้นที่ 4

โคปุระชั้นที่ 3 นั้นมีขนาดใหญ่สุด และขนาบด้วยห้องสองห้อง ตัวปราสาทประธานนั้นสามารถผ่านเข้าไปทางลานด้านหน้า ส่วนด้านนอกเป็นบรรณาลัย (ห้องสมุด) สองหลัง

โคปุระ ชั้นที่ 2 ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมรูปกากบาท มีมุขทั้ง 4 ทิศ อาคารทั้งหมดประกอบด้วยมุขทั้ง 4 และห้องใหญ่

         มุขหน้า (มุขเหนือ) แบ่งเป็น 2 คูหา ประตูซุ้มตรงกับทางขึ้นมีรูปสิงห์นั่งอยู่ริมประตู หน้าบันจำหลักเป็นรูปเทพนั่งชันเข่า ทับหลังประตูจำหลักหน้าเกียรติมุข เสาประตูจำหลักลายกระจัง ที่โคนเสามีรูปโยคีนั่งประนมมือ

         มุขตะวันออก แบ่งเป็น 3 คูหา ริมประตูซุ้มข้างนอกตั้งรูปสิงห์ หน้าบันและทับหลังประตู จำหลักลายรูปเทพนั่งชันเข่าเหนือเศียรเกียรติมุข ทับหลังประตูซุ้มข้างในจำหลักภาพแปลกออกไปคือ รูปเทพนั่งอยู่ในระหว่างเศียรนาคราช 6 เศียร

         มุขตะวันตก ทำเป็น 3 คูหา หน้าบันและทับหลังประตูซุ้มจำหลักลวดลายทำนองเดียวกัน

         มุขใต้  ทำเป็น 2 คูหาเหมือนมุขเหนือประตูซุ้มข้างในจำหลักภาพและลวดลายเหมือนกัน หน้าบันประตูข้างนอกจำหลักลายที่งดงามเป็นเรื่องนารายณ์สิบปางตอนกรูมาวตารกำลังกวนเกษียรสมุทร พระนารายณ์อวตารลงมาเป็นเต่ารองรับเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นแกนเสาใน การกวนเกษียรสมุทรนาคดึกดำบรรพ์พันรอบแกน ด้านหนึ่งเทวดายุคอีกด้านหนึ่งอสูรยุคทับหลังประตู ส่วนด้านนอกเป็นจำหลักเป็นรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์เหนือหลังอนันตนาคราช

         ห้องใหญ่  แบ่งเป็น 5 คูหา มีบานประตูเปิดปิดได้ บนลานชั้นเดียวกับโคปุระหลังที่ 2 นี้ ยังมีสิ่งก่อสร้างอื่นคือ สระหัวสิงห์ อยู่ระหว่างเส้นทางที่ลาดขึ้นไปสู่พระมหามณเฑียรบนชั้นต่อไป (ชั้นที่ 3 จากจุดเริ่มต้น) ถนนหินสองข้างปักเสานางเรียงขนาดย่อม ตลอดสองข้างทางมีคันหินถมดินเพื่อกั้นน้ำฝนไม่ให้ไหลเข้าสู่อาคารสถาน ทางด้านทิศตะวันออกใกล้ชั้นที่ 3 คือสระน้ำรูปเหลี่ยมจัตุรัสกว้าง 9.20 เมตร กรุด้วยท่อนหิน ตรงกึ่งกลางมีรูปหัวสิงห์ทำด้วยศิลา ปากสิงห์มีรูให้น้ำไหล ใกล้สระน้ำมีฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง

โคปุระ ชั้นที่ 1
เป็นโคปุระโถงรูปกากบาท   สร้างเป็นศาลาจตุรมุขไม่มีฝาผนัง มีแต่บันไดและประตูซุ้ม 4 ทิศ สร้างอยู่บนฐานบัวหินสี่เหลี่ยมย่อมุมบันไดหน้าประตูซุ้ม 4 ทิศ ตั้งรูปสิงห์นั่ง เสาเป็นหินสี่เหลี่ยมวางซ้อนกัน จำหลักลายกระจัง ลายดอกมณฑา กลีบบัวซ้อน และลายประจำยามก้ามปู ที่ซุ้มประตูทิศตะวันออก มีถนนเขื่อนหินทำเป็นขั้นบันไดจากไหล่เขาลงสู่เบื้องล่างเรียกถนนบันไดหัก หรือช่องบันไดหัก เป็นทางติดต่อกับเขมรต่ำ มีถนนเชื่อมระหว่างโคปุระชั้นที่ 1 กับโคปุระชั้นที่ 2 กว้างประมาณ 10 เมตร ยาว ประมาณ 275 เมตร ขอบถนนเป็นเขื่อนหิน ริมถนนมีเสาหินสี่เหลี่ยมทำยอดคล้ายดอกบัวตูม สูง 2.15 เมตร ปักรายเป็นระยะทางข้างละ 70 ต้น เรียกเสาเทียบหรือเสานางเรียง

          ริมถนนทางด้านตะวันออกใกล้โคปุระชั้นที่ 2 มีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 18.30 เมตร ยาว 36.80 เมตร เรียกสระสรง ขังน้ำฝนซึ่งไหลซึมมาจากลาดผาตอนบน ที่ชานบันไดลงสระตั้งรูปสิงห์นั่ง จากถนนนี้ลาดไปสู่โคปุระอีกหลังหนึ่งทางตอนบน


 

:: คดีเขาพระวิหาร ปี 2505 ::

คดีปราสาทเขาพระวิหาร ระหว่าง กัมพูชากับไทย พ.ศ. 2505 ซึ่งเกิดปัญหาบริเวณ ทิวเขาพนมดงรักซึ่งทอดตัวพาดกั้นเขตแดนระหว่าง ประเทศกัมพูชา และ ราชอาณาจักรไทย โดยทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยก็ได้ยินยอมให้คดีขึ้นศาลโลก ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ (ในสมัยนั้น)

คดีนี้มีข้อเท็จจริงอยู่ว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2447 ถึง พ.ศ. 2451 ประเทศฝรั่งเศสมีฐานะเป็นรัฐผู้อารักขากัมพูชา ได้ทำสัญญากับประเทศไทย อยู่หลายฉบับ แต่มีสัญญาอยู่ สัญญาหนึ่งที่เป็นต้นเหตุของปัญหานี้ คือ สัญญา ซึ่งลงในวันที่ 13 กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2447 มีความตกลงอยู่ว่า พรมแดนที่เป็นปัญหาให้ถือเอาสันปันน้ำเป็นเกณฑ์ ในการแบ่งเขตแดน และให้แต่งตั้งคณะกรรมการปักบันเขตแดน เพือ่ได้ทำการสำรวจบริเวณพื้นที่แถบนั้น

กาลต่อมา ในปี พ.ศ. 2450 ทางการไทยได้ขอให้ทางฝรั่งเศส ทำแผนที่พรมแดน ฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่ดังกล่าวและจัดการยื่นส่งแผนที่ฉบับนั้นแก่ฝ่ายไทย โดยที่ฝรั่งเศสลากเส้นเอาเขาพระวิหาร ซึ่งอยู่ในความครอบครองของประเทศไทย ไปอยู่ในฝั่งเขตแดนกัมพูชาของทางฝรั่งเศสด้วย

แผนที่ที่เป็นทางการของไทย แสดงแนวเส้นเขตแดนฝรั่งเศส-สยามปี 1907 (Line 1) ซึ่งไทยได้โต้แย้งต่อศาลโลกมาตั้งแต่ปี 2505 กับแนวเส้นเขตแดน (Line 2) ที่ไทยใช้หลักสากลยึดถือแนวสันปันน้ำเป็นหลัก
เป็นแผนที่ที่เป็นทางการของไทย แสดงแนวเส้นเขตแดนฝรั่งเศส-สยามปี 1907 (Line 1) ซึ่งไทยได้โต้แย้งต่อศาลโลกมาตั้งแต่ปี 2505 กับแนวเส้นเขตแดน (Line 2) ที่ไทยใช้หลักสากลยึดถือแนวสันปันน้ำเป็นหลักในการแบ่งเส้นเขตแดนและได้อ้างสิทธิอันชอบธรรมเหนืออาณาบริเวณพื้นที่สีเขียว

ซึ่งแผนที่ฉบับนี้ ทางกัมพูชาได้อ้างเอาแผนที่ฉบับนี้เป็นเพื่อเป็นหลักฐานในการสนับสนุนคำฟ้องด้วย ในปี พ.ศ. 2505 โดยกัมพูชาซึ่งในขณะนั้นเป็นอดีตอาณานิคมของฝรั่งเศส ได้อ้างอำนาจของกัมพูชาเองอยู่เหนือเขาพระวิหาร ทางไทยทำการโต้แย้งว่า แผนที่ฉบับดังกล่าว ไม่ไช่ของคณะกรรมการปักปันเขตแดน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีผลผูกพันกับทางไทย ซึ่งตัวแผนที่เองนั้นก็เขียนอย่างผิดพลาด โดยอธิบายได้ว่า เส้นเขตแดนที่เขียนอยู่ในแผนที่ มิได้ถือเอาสันปันน้ำเป็นเกณฑ์ ในการแบ่งเขตแดนดังกล่าว และที่สำคัญคือ ทางไทยเรา ก็ไม่เคยรับรองแผนที่ฉบับนั้น

ศาลโลกได้พิจารณา แผนที่ผนวกหนี่งนี้ ซึ่งก็ไม่ได้การรับรองจากคณะกรรมการ ปักปันเขตแดน ดังนั้น จึงไม่มีผลผูกพันในขณะที่ทำแผนที่ขึ้นมา

แม้กระนั้น ทางไทย ไม่ได้คัดค้านแผนที่นั้นภายในเวลาอันสมควร ถือได้ว่าเห็นชอบด้วยกับแผนที่ฉบับนั้น ซึ่งคณะกรรมการฝ่ายไทยก็ดำเนินการใด ๆ เลย และไม่ได้แสดงออกให้เห็นถึงการคัดค้านว่าแผนที่ฉบับที่มีปัญหานั้นไม่ถูกต้อง ท่าน เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ตรัส ขอบใจ ราชทูตฝรั่งเศสผู้ได้รับแผนที่นั้น และทางผู้ว่าฯก็มิได้ทำการประท้วง

ต่อมา มีการประชุมคณะกรรมการที่กรุงเทพ ฯ ในปี พ.ศ. 2452 โดยใช้แผนที่ผนวก 1 นี้เป็นหลัก ก็ไม่มีผู้คัดค้าน กรมแผนที่เองได้ทำแผนที่ ใน พ.ศ. 2480 ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เขาพระวิหารตั้งอยู่ใหเขตกัมพูชา ในการเจรจา ณ วอชิงตัน ปี พ.ศ. 2490 รัฐบาลไทยไม่ได้ประท้วงประเด็นดังกล่าว

ในปี พ.ศ. 2473 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จไป เขาพระวิหาร ประเทศไทยก็มิได้แสดงความเห็นแต่อย่างใดในประเด็นเขาพระวิหาร แสดงว่ารัฐบาลไทยในขณะนั้น ได้ยอมรับ (acquiese) ว่า ฝรั่งเศส มีอำนาจอธิปไตยเหนือเขาพระวิหารเป็นเวลายาวนานถึง 50 ปีมาแล้ว ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ว่าด้วยหลักกฎหมายปิดปาก (estoppel)

การสูญเสียดินแดนครั้งนี้นับว่าเป็นการสูญเสียดินแดนครั้งล่าสุดของราชอาณาจักรไทย หลังจากที่สูญเสียดินแดนจำนวนมากในสมัยรัชกาลที่ 5 นักกฎหมายไทยหลายท่านได้ถือว่าการตัดสินครั้งนี้ของศาลโลกไม่ยุติธรรม ยึดติดอยู่บนแผนที่ฉบับเดียว ทั้งที่ศาลโลกก็มิได้มีการตรวจสอบสถานที่อย่างจริงจังตามข้อตกลงไทย-ฝรั่งเศส นับว่าเป็นข้อผิดพลาดครั้งสำคัญของศาลโลก

แผนที่ฉบับนี้แสดงที่ตั้งของปราสาทพระวิหารกับบริเวณโดยรอบและเส้นเขตแดนตามแนวสันปันน้ำ

ผลการตัดสินของศาลโลก
มีข้อกำหนด 3 ประการ คือ
   1. ให้คืนเนื้อที่ประมาณ 150 ไร่
   2. ให้คืนวัตถุโบราณจำนวน 50 ชิ้น
   3. ให้ถอนทหารและตำรวจออกจากพื้นที่

Link ที่เกี่ยวข้อง






exact
2008-06-18 11:46:49

ข่าวเด่น เรื่องเด่น

รอบรั้วการศึกษา


ตกงานอาจถึง 2 ล้าน! 'กฏหมายการค้า' ตัวช่วย? หรือตัวซ้ำ?

ท่ามกลางข่าวคราวการเลิกจ้างแรงงานในบางพื้นที่ และสภาอุตสาหกรรมฯคาดการณ์ว่าปี 2552 อาจจะมีคนตกงาน-ว่างงานถึง 1.5-2 ล้านคน จากยอด ...

อ่านต่อ >>

 
ดูข่าวอื่นๆ
   
ตอบกระทู้นี้ครับ ( สิทธิ : คอมเมนต์ ได้ทุกคน )
ชื่อ
รายละเอียด
รูปภาพ โพสต์รูป ได้ทุกคน
sizeไม่เกิน 50 k เฉพาะไฟล์ gif,jpg

/2

เรียงความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 8
Re : ปราสาทเขาพระวิหาร


fcsglp nskpdwqxf vjtmlsrgb tdhnlaegv kpwtyr ptybjez uxfy
( Guest )
โดย : poul ptdjl ( guest )
วันที่ : 2008-11-24 08:10:42

ความคิดเห็นที่ 7
Re : ปราสาทเขาพระวิหาร


ยังไงก็ประนีประนอมแล้วกัน 

( Guest )
โดย : kap ( guest )
วันที่ : 2008-06-30 13:42:44

ความคิดเห็นที่ 6
Re : ปราสาทเขาพระวิหาร


ข้อมูลในเอกสารนี้มีจุดผิดพลาด คือ
รัฐบาลไทยไม่เคยขอให้ฝรั่งเศสจัดทำแผนที่
แต่ฝรั่งเศสทำเองและพิมพ์เองมาจากปารีส
แล้วนำมามอบให้ไทย 50 ชุด ซึ่งเสนาบดีไทย
มีหนังสือขอบใจ และไทยมีการขอแผนที่เพิ่ม
อีก 15 ชุด แต่เราไม่เคยรับรองแผนที่ดังกล่าว
ที่ลงข้อมูลเขตพรมแดนผิดจากสนธิสัญญา
ไทย-ฝรั่งเศสที่เคยทำไว้มีข้อความระบุ
โดยชัดแจ้ง ถึงการใช้สันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดน
การนำแผนที่มาใช้อ้างอิงจึงเป็นการ "จงใจโกง"

( Guest )
โดย : jerasak ( guest )
วันที่ : 2008-06-26 20:21:58

ความคิดเห็นที่ 5
Re : ปราสาทเขาพระวิหาร


ภาพนี้สวยมากเลยครับแต่เสียดายที่ผมไม่ได้ไป           ต้องมีสักวันที่ผมจะได้ไปแน่นอน          นอน

 

( Guest )
โดย : เด็กป.6 ( guest )
วันที่ : 2008-06-25 21:13:37

ความคิดเห็นที่ 4
Re : ปราสาทเขาพระวิหาร


น่าจะให้เป็นของไทยมากกว่าเพราะไทยเป็นคนสร้าง

 

( Guest )
โดย : ฟ้า ( guest )
วันที่ : 2008-06-25 09:26:05

ความคิดเห็นที่ 3
Re : ปราสาทเขาพระวิหาร


ไม่ค่อยดีเพราะมีเนื้อหาน้อย
( Guest )
โดย : บอย ( guest )
วันที่ : 2008-06-24 18:02:03

ความคิดเห็นที่ 2
Re : ปราสาทเขาพระวิหาร


เป็นข้อมูลและเป็นให้ความรู้ดีมากค่ะ

( Guest )
โดย : ฟ้า ( guest )
วันที่ : 2008-06-19 10:25:14

ความคิดเห็นที่ 1
Re : ปราสาทเขาพระวิหาร


ศาลโลกไม่ยุติธรรมเข้าข้างอาณานิคมฝรั่งเศส
( Guest )
โดย : 1 ( guest )
วันที่ : 2008-06-18 20:18:35

/2

Copyright © Technology Learning Center. Thailand. 2007 eXTReMe Tracker eXTReMe Tracker