31 May 2007เมื่อชีวิตเติบโตขึ้นอีกขั้นหนึ่ง
บันทึกให้หญิงสาวที่รักของผมฟังว่า หัวใจของผมนั้น ก็คงเหมือนกับเมล็ดพันธุ์ไม้แห้งๆ ที่เก็บไว้ในกระป๋องสังกะสี แม้จะเอาความรักรดมันลงไปเท่าไร มันก็ยังคงเฉยชาเป็นปกติ
แล้ววันหนึ่ง จู่ๆ ต้นกล้าก็กลับโตออกมาทะลุกระป๋อง มันไม่แข็งแกร่งเหมือนตอนเป็นเมล็ดอีกแล้ว แต่โลกใบเดิมนี้ ก็กลับสวยงามขึ้นอย่างประหลาด
มิได้ … กระผมมิได้กล่าวถ้อยคำเหล่านี้เพื่อจีบสาวหรอกน่า (เพราะกระผมยังไม่เห็นว่า มันจะเท่กว่ามุขที่กระผมใช้ตอนตรวจพบว่าเป็นเก๊าท์ ซักเท่าไร
เม่น: รู้เปล่า หมอตรวจค่ายูริคของเรา พบว่า เราเป็นเก๊าท์ด้วยล่ะ
หญิงสาว: จริงหรอ เม่นเป็นเก๊าท์จริงๆหรอ
เม่น: ใช่ ใช่ เก๊ารักตัวเองงงงงงง )
แหะ แหะ เอ้อระเหยไปแสนไกล กระผมแค่จะสรุปว่า ช่วงนี้ชีวิตเติบโตขึ้นมาก มุมมองของชีวิตเปลี่ยนไปพอสมควร รู้สึกนิ่งขึ้น มีความสุขอันละเอียดละออมากขึ้น ซึ่งคงเป็นเพราะหลายๆอย่างเกิดขึ้นอย่างประจวบเหมาะ
- ฝันถึงวัยเด็กเมื่อปลายปีที่แล้วติดต่อกันหลายเดือน เลยได้กลับไปดูบ้านในวัยเด็กของตัวเอง
- แล้วก็เลยนึกเขียนบันทึก ชีวิตผ่านไปทีละวัน และได้ย้อนกลับไปดูตัวเอง ว่าเติบโตมาอย่างไร
- ได้เข้าอบรม Mind Training กับสถาบัน HOAI (โทร. 02-240-2844-5) จากการเชิญชวนและรบเร้าของนายฮั่น ทำให้ได้เปิดใจ ทำความเข้าใจอดีต มีเป้าหมายในชีวิต และกระตือรือล้นที่จะพัฒนาตนเอง คอร์สนี้พัฒนาขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อผู้คนต่างสิ้นหวังในชีวิต นักจิตวิทยาทั่วโลกต่างประชุมร่วมกัน เพื่อหาทางออกว่า ผู้คนจะมีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างไร
- ได้อ่านหนังสือ สนทนากับพระเจ้า, การพูดคุยที่ไม่ธรรมดา ซึ่งยอดเยี่ยมสมกับที่คุณสุวินัยกล่าวว่า “เพราะ God ในหนังสือเล่มนี้ คือกัลยาณมิตรที่ทรงภูมิปัญญาที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ผู้อ่านจะพานพบได้ในชีวิตนี้” หลายส่วนของ God ในหนังสือเล่มนี้ กล่าวได้สอดคล้องกับพุทธรรมมาก
- หนังสือ มนุษย์ ความหมาย และค่ายกักกัน, Man’s Search for Meaning เป็นเรื่องราวของผู้รอดชีวิตในค่ายกักกัน เหมือนกับที่เป็นสาเหตุแห่งการสร้างคอร์สอบรม Mind Trainning ที่พยายามจะชี้แนวทางบางอย่างร่วมกันว่า ผู้ที่รอดชีวิตนั้น ไม่ใช่เพราะเค้าหนุ่มหรือแก่ แข็งแรงหรืออ่อนแอ แต่เพราะมีความมุ่งมั่น และมีเป้าหมายในชีวิตต่างหาก ซึ่งความมุ่งมั่น หรือ Passion พื้นฐานที่นักจิตวิทยาสมัยใหม่ปูทางให้ ก็สอดคล้องกับทั้ง ฉันทะ และ ศรัทธา ในพุทธรรม
- หนังสือ ศิลปะแห่งความสุข, The Art of Happiness สอดคล้องกับทุกเล่มด้านบน แม้ผู้เขียนพยายามทำให้ดูมีหลักการตามวิทยาศาสตร์ไปนิด อย่างไรธรรมะและท่านดาไลลามะก็ยิ่งใหญ่เสมอ
- หนังสือ ไอน์สไตน์ถาม พระพุทธเจ้าตอบ ของ คุณศุภวรรณ กรีน และอีกหลายอย่างที่อ่านผ่านเว็บไซต์ เค้ากล่าวว่า ขออวดอุตริมนุสธรรมที่มีในตน โดยการประกาศว่าบรรลุอรหันต์ เพราะเห็นว่า หากไม่กล่าวเช่นนี้ ดูท่าคนทั่วไปจะไม่เชื่อว่าเส้นทางของพระพุทธเจ้ามีจริง โดยส่วนตัวกระผมไม่ทราบว่าเค้าบรรลุจริงหรือไม่อยู่แล้ว เพราะกระผมเป็นคนตาบอด มิอาจเห็นคนตาดี แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งชอบ และยิ่งปฎิบัติวิปัสนาตามก็ยิ่งสัมผัสได้ และยิ่งชอบที่ในหนังสือ ไม่เคยกล่าวอวดอ้างว่าเหนือพระธรรมแต่อย่างใด (ในขณะที่ ผมเห็นว่า การพูดว่า มึงมีกูไว้ไม่จนนั้น แม้จะเป็นการให้กำลังใจ และความหวังดีสำหรับผู้ด้อยปัญญา แต่อีกนัยหนึ่ง มันก็เป็นการอวดอ้างเหนือพระธรรมด้วย)
- ได้ดู DVD เรื่อง The Secret ซึ่งพูดอยู่เรื่องเดียวเลยว่า ความลับที่จะทำให้คนเราได้ในส่ิงที่ปรารถนา นั่นคือ Law of attraction, ซึ่งเป็นเสี้ยวหนึ่งในพุทธรรมทั้ง อิทธิบาท 4 และ พละ 5 กล่าวคร่าวๆแล้วก็ยังสอดคล้องกับข้อบนๆที่กล่าวมา คือ ความเชื่อ ความมุ่งมั่น นั่นเอง ถ้าเชื่อว่าทำได้ เราจะทำได้ (หรือจะกล่าวตามพระคัมภีร์ไบเบิลก็ได้ว่า โดยความเชื่อ ท่านจะรอด)
- ได้ทำตามความฝันสำเร็จไปหลายๆเรื่อง ทั้งการได้แต่งเพลง ทำเพลงขาย ได้ออกอัลบัมของตัวเอง ได้ตระเวณเล่นคอนเสิร์ต เปิดหมวก และกิจกรรมประชาสัมพันธ์ ได้ลงหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ออกทีวี ได้สัมภาษณ์ลงนิตยสารสีสัน ได้ทำ MV และได้ออนแอร์ออก MTV Thailand ได้ออกคลื่น Fat Radio, Seed FM และอื่นๆ (บางส่วนดูที่ เว็บแฮปปี้ดีด็อกส์)
- และหลังจากโปรโมทและลงทุนไปปีเศษ ก็พบว่าธุรกิจดนตรีนั้นขาดทุนไปหลายล้านบาท และอัลบัมของผม กับศิลปินใหม่อีกคนหนึ่ง ก็ถูกลืมไปในสายลม (อ้อ คนอีก 99.9% ไม่รู้จักด้วย)
- ได้สร้างบริษัทของตัวเอง เริ่มจากตัวคนเดียว รับงานฟรีแลนซ์ จนกระทั่งมีพนักงาน 20 คน จากขายปีละแสน มาเป็นปีละสิบล้าน ได้ทำงานกับทั้งลูกค้าเมืองไทยและเมืองนอก ได้ถ่ายทำ คุมกองถ่าย ตัดต่อ เขียนบท ออกแบบ 3D กราฟฟิคดีไซน์ ทำหนังสือ ทำ event พูดบรรยาย นำเสนองานกับผู้บริหารระดับสูงในบริษัทใหญ่ๆ ฯลฯ มีงานที่ท้าทาย สนุกสนาน มีการพัฒนาตนเองตลอดเวลา
- แล้วปลายปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน ก็พบว่าเป็นขาลงของธุรกิจ บริษัทเอเจนซี่โฆษณาแบบผมปิดตัวไปจำนวนมาก เกิดการตัดราคากันครั้งใหญ่ และทำให้ผมต้องลดคน เหมือนกับปิดบริษัททิ้งไป แล้วเปิดบริษัทใหม่ เล็กๆ พอดีๆ มีแค่ 10 คน มีอะไรก็ทำเอง ไม่มีลูกน้องเยอะเหมือนก่อน
- ทั้งเรื่องทำเทป และเรื่องทำบริษัทโฆษณา ได้บทเรียนตรงกันว่า อย่ารีบร้อนโต ให้รีบร้อนเข้าใจตัวเองดีกว่า และธุรกิจที่จะอยู่ได้นั้น ต้องมาจาก demand จริง (แน่นอนว่า demand คนก็เปลี่ยนไปตลอดเวลา)
- และช่วงนี้ ก็เป็นครั้งแรกที่กระผมต้องทำงานเพื่อเงิน เมื่อก่อนตอนที่อยู่คนเดียว ผมก็เป็นเหมือนตั๊กแตนในนิทานอีสปได้ รื่นเริงตลอดเวลา พอหน้าหนาว คนอื่นอุ่น อิ่มหมีพีมัน ผมก็ยังหยิ่งหายใจเบาๆไปได้ แต่พอกลายเป็นบริษัท เราอดได้ แต่จะให้ลูกน้องมาอดก็ใช่เรื่อง ดังนั้นก็ต้องกู้ยืม ทวงเงินลูกค้า หาเงินหมุนไปเดือนๆอยู่ดี
- แล้วไอ้พันก็พากระผมไปเล่นเกมแข่งหนู หรือ Rat Race ของ Robert Kiyosaki ซึ่งทำให้เห็นความสิ้นหวังของการเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่ร้ายก็คือ ผมดันไม่อินกับทางออกที่เค้าเสนอให้ทำขายตรง นั่นยิ่งทำให้ผมเกิดความเบื่อหน่ายกับธุรกิจมากที่สุด ตั้งแต่เกิดมา
ถ้าคนรวย คือคนที่ได้ทุกสิ่ง ตามที่เค้าปรารถนา ก็ย่อมชี้ให้เห็นแล้วว่า มีแต่พระสงฆ์เท่านั้นที่จะรวยที่สุด – ซึ่งไม่ใช่เพราะได้ทุกสิ่ง แต่เป็นเพราะไม่ปรารถนาต่างหาก
โดยสรุป เมื่อปรารถนาน้อย เราก็จะรวยมาก
- ซุป เพื่อนภาคคอมผู้อุทิศชีวิตไปกับการปฎิรูปการศึกษาไทยมาหลายรูปแบบ ผิดหวังมาก็มาก (เช่นหลายโปรเจ็คของ The GURU) ผลสุดท้ายมาลงเอยที่การทำธุรกิจดำน้ำ (FreedomDive.com) เพราะเห็นว่าโลกใต้น้ำนั้น “เป็นโลกที่ไม่คุ้นเคย ลึกลับ และ งดงาม ซึ่งจะทำให้ผู้ดำน้ำรู้สึกนิ่งขึ้น สงบขึ้น และเห็นแก่ตัวน้อยลง” ซุปมาเยี่ยมที่ออฟฟิศของผมแล้วกล่าวว่า “ทำไมนายถึงเสียเวลาไปทำเรื่องมายาวะ ไม่ทำของจริงบ้างหรือ?”
- ได้พบกับความรัก ได้ตกหลุมรัก มีคนบอกรัก และได้เฝ้าดูแลการเติบโตของความรัก ซึ่งงดงามบ้าง กระท่อนกระแท่นบ้าง
ฯลฯ
ความคิดต่างๆ บางอย่างเกิดเพียงชั่วแล่น ผ่านมาพอให้เกิดความคิดฟุ้งซ่าน แล้วมันก็ไป เรียบเรียงมาบางส่วนเท่าที่นึกออก เพื่อจะได้เตือนตนเอง และบอกกล่าวว่า เกิดอะไรขึ้นในชีวิต
และผลลัพธ์ของเหตุประจวบเหมาะเหล่านี้ ก็ทำให้กระผมเติบโตขึ้นอีกขั้นหนึ่ง และตระหนัก ในถ้อยคำที่คอยบอกกล่าวตนเองว่า
ความทุกข์นั้นเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับชีวิต ที่ต้องเผชิญและผ่านมันไป ไม่ใช่การหนีหน้าหรืออดทนรอ หากแต่ว่าเราต้องเผชิญ และเฝ้าดูมันทำร้ายเรา เพื่อให้เราได้เติบโตขึ้น
แล้วสุดท้าย ผมก็รู้สึกว่า ความเหงานั้น ไม่เท่เหมือนเดิมอีกแล้ว มันเป็นเพียงบางห้วงอารมณ์ของชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ต่างหาก
ต้นกล้านั้นผลิใบ โตออกมาทะลุกระป๋อง
มันไม่แข็งแกร่งเหมือนตอนเป็นเมล็ดอีกแล้ว
แต่โลกใบเดิมนี้ ก็กลับสวยงามขึ้นอย่างประหลาด
ป้ายคำ: ความรัก, วิเคราะห์ตนเอง, หนังสือ

Michael
31 May 2007, 3:09 pm
เท่ว่ะ
i n i n g z
1 June 2007, 6:48 pm
จบแบบงาม ๆ
penguin
4 June 2007, 12:20 am
Love this blog
JB
5 June 2007, 12:27 pm
ท่านเม่นมาเขียนอะไรดี ๆ ให้อ่านอีกแล้ว แจ๋วจัง
mk
5 June 2007, 3:53 pm
แวะมาตอบครับ เพิ่งรู้ว่าทำวงดนตรีซะด้วย เยี่ยมๆ
naiart
16 June 2007, 2:49 am
แจ่ม ..
Han
25 June 2007, 1:25 pm
ไอ่โอส
27 July 2007, 9:25 pm
เช่นเคยๆ
ben'tale
31 July 2007, 7:06 pm
มาเมื่อไหร่ก็ยังได้อ่านเรื่องดีๆเช่นเคย
^^
Addicted to love
22 August 2007, 12:32 am
ผมชอบมุมมองแบบนี้จริงๆครับ
Gift
10 September 2007, 3:11 am
update ซะทีสิพี่…
yayeeneenaa
13 September 2007, 5:08 pm
อืม…
ถ้อยคำชวนให้ผู้คนได้ขบคิด
kook_kaii
14 September 2007, 1:56 pm
เคยอิจฉาพี่เม่นมากที่ได้ทำอะไรที่ตัวเองอยากทำตลอด ไม่รู้ว่ารู้ตัวหรือเปล่าแต่มองเห็นประกายความสุข ความสนุกในตาพี่เม่นทุกที ….ความสุขมีแบ่งขายมั๊ยคะ แพงป่ะ
Alice in Wonderland
25 October 2007, 1:45 pm
เขียนดีจังค่ะ
pat
27 October 2007, 12:05 pm
เท่ ! (อยู่ดี)
giffy
16 November 2007, 9:56 pm
แว่บมาเยี่ยมชมค่ะ
อ่านประโยคแรกก้อหวานเรยนะคะพี่เม่น คิคิ
Lek
17 November 2007, 12:44 am
Take it easy, will you.
พี่แหย
2 December 2007, 12:46 pm
อือ มาอ่านดูแล้วได้ใจว่ะ เขียนได้สมกับผ่านอะไรมามากในชีวิตจริงๆ บางครั้งพวกเราก้อไม่เข้าใจอะไรบางอย่าง จนกระทั่งได้ผ่านพบด้วยตัวเอง ยิ่งเจอได้รู้สิ่งต่างๆก้อกลับยิ่งทำให้ยิ่งรู้ว่าเราไม่รู้อะไรอีกเยอะ
เออ เออ กรูผ่านมาดูบล็กคมึง เห็นแล้วเกิดอารมณ์หลายอย่าง(ไม่ใช่อารมณ์ทางเพศนะ) ก้อรู้สึกเหงานิดๆว่ะ อ่านแล้วเข้าใจตัวเอง ก้อคงเหมือนอีกหลายคนที่ได้ผ่านกาลเวลามาช่วงหนึ่ง มันหล่อหลอมและบีบคั้นเรามาจนเจียน เปลี่ยนความคิดเราไปมาก จากที่ต้องการยิ่งใหญ่กว่าใคร อยู่สูงกว่าผู้อื่นใด อยากเท่ห์ แต่ก้อกลับรู้ว่ามันช่างเหลวไหลนัก ชีวิตแท้นั้น ไม่ได้ต้องการไรมากมายอย่างที่เคยคิด แค่ความรู้สึกดีๆกับผู้อื่น และกับตัวเอง อย่าทำร้ายตัวเองด้วยอดีตที่ผ่าน หรือความฝันไร้จุดหมาย
ห้าห้าห้า บ่นอะไรมากมาย แต่ไม่มีไร แค่คันๆใจ เพราะเห็นที่เขียนไว้เท่านั้น
อือ พี่ชักสนใจไอ้คอร์สอะไรของเอ็งแล้วว่ะ แล้วยังไงเด๋วโทรไปหานะ
ขอบใจสำหรับบทความเรียงดีๆ และข้อมูลบางอย่าง
Han
11 December 2007, 12:01 pm
อุ้ม
13 December 2007, 8:52 am
ขอบคุณพี่เม่นนะ อุตส่าห์แวะไปเจิม space เรา ทั้งๆ ที่อาจจำเราไม่ได้ 555
รู้สึกเขินเล็กน้อยที่ชื่นชมพี่เม่นลับหลัง ในที่สุดพี่เม่นก้อรู้จนได้
jicktui
16 May 2008, 5:18 pm
ดีใจที่พี่ได้อ่านหนังสือคริสเตียนแล้วรู้สึกดีคะ มีคำพูดคริสเตียนพูดไว้ว่า “ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าคือการซ่อนสรรพสิ่งไว้ เพื่อเมื่อมนุษย์ได้เรียนรู้และได้ค้นพบมันแล้วในที่สุดก็จะพูดว่า พระเจ้าช่างยิ่งใหญ่จริงๆ”
หนูมีความรู้สึกว่าพี่ก็เป็นอย่างนั้นอะคะ พี่ได้เรียนรู้ค้นพบอะไรหลายอย่างที่ไม่ได้เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อคนแปลกหน้าอย่างหนูด้วย พระเจ้าอวยพรคะ
jicktui
16 May 2008, 5:29 pm
แหะๆ พึ่งไปอ่านรายละเอียดหนังสือที่ว่าสนทนากับพระเจ้า เราก็ดันนึกว่าหนังสือคริสเตียน แหะๆ ปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อ อายจัง
News
26 October 2008, 7:51 pm
มุขนี้คิดนานไหมครับ
เม่น: รู้เปล่า หมอตรวจค่ายูริคของเรา พบว่า เราเป็นเก๊าท์ด้วยล่ะ
หญิงสาว: จริงหรอ เม่นเป็นเก๊าท์จริงๆหรอ
เม่น: ใช่ ใช่ เก๊ารักตัวเองงงงงงง )
ยืมไปใช้หน่อยน่ะครับคุณเม่น 55555+