พิพิธภัณฑ์ ถือเป็นหนึ่งในสถานที่เรียนรู้สำคัญอันนอกเหนือไปจากห้องเรียนและตำรา แต่ดูเหมือนว่าพฤติกรรมการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ของคนไทยยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก ด้วยเหตุนี้หน่วยงานที่เกี่ยวกับการสร้างการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์หลายๆแห่งในบ้านเรา จึงได้พยายามจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ให้มีชีวิตและมีความทันสมัยมากขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือ พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ ที่จะเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 เมษายน นี้ ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ในวงการพิพิธภัณฑ์บ้านเรา
พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ เป็นหน่วยงานหนึ่งของ สถาบันการเรียนรู้และสร้างสรรค์ หรือ สรส. ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้นโยบายหลักคือ รัก เรียน รู้ เล่น อย่างสร้างสรรค์ มีการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ จากสุวรรณภูมิ สู่สยามประเทศ ถึงประเทศไทย โดยสร้างองค์ความรู้ผ่านรูปแบบ Discovery Museum ซึ่งจะแตกต่างจากรูปแบบพิพิธภัณฑ์ทั่วไปของประเทศไทย เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้อย่างรื่นรมย์ สร้างสำนึกรักและเข้าใจผู้คน บ้านเมือง รู้จักเพื่อนบ้าน รวมถึงการสร้างแนวคิดและภาพลักษณ์ใหม่ของ พิพิธภัณฑ์ ในสังคมแห่งการเรียนรู้
|
ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปรษยานนท์ ประธานกรรมการบริหารสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) กล่าวถึงพิพิธภัณฑ์แนวใหม่ว่า ในความรู้สึกเดิมๆของคำพิพิธภัณฑ์จะเปลี่ยนแปลงไป เราเน้นในเรื่องขององค์ความรู้ และพยายามที่จะ เปิดพื้นที่สาธารณะให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้นอกห้องเรียน เรียนรู้ในมิติใหม่ๆ ซึ่งตรงจุดนี้บ้านเรายังขาด
พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ จะเป็นพิพิธภัณฑสถานแนวใหม่ในยุคแห่งการเรียนรู้ เพื่อสร้างประสบการณ์สดใหม่ในการชมพิพิธภัณฑ์ เน้นกระตุกต่อมคิด จุดประกายความอยากรู้สู่การค้นพบความคิดใหม่ๆ ด้วยตนเองอย่างไม่รู้จบ ศ.ดร.อภินันท์กล่าว
ด้านศาสตราจารย์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ประธานกรรมการสถาบันการเรียนรู้และสร้างสรรค์ (สรส.) กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่นี้ว่า วัตถุประสงค์จริงของการจัดพิพิธภัณฑ์แนวใหม่คือ เพื่อให้คนที่เข้าไปชมนั้นเกิดความคิด ความสนเท่ เกิดความสนใจใคร่รู้ที่จะไปสืบค้นเรื่องราวต่างๆที่เขาได้มาพบเห็นด้วยตัวเขาเอง เป็นการค้นพบความรู้ การจัดแสดงจะเป็นการกระตุ้นให้เขามีความรู้สึกสนใจมากขึ้น
|
ดร.ชัยอนันต์ ยังกล่าวถึงแนวทางของพิพิธภัณฑ์ต่ออีกว่า จะต้องคิดด้วยว่านิทรรศการที่จัดแสดงจะมีกิจกรรมอะไรที่จะจัดมาเสริม กิจกรรมที่จัดเสริมอาจจะเป็นการจัดสัมมนาเรื่องราวต่างที่ลึกซึ้ง หรือเป็น work shop เพื่อให้คนมาปฏิบัติตาม หรือเป็นการนำคนมาพูด สิ่งเหล่านี้เราต้องจัดเป็นเหมือนอยู่ในกระเช้าเดียวกันแต่มีของหลายๆอย่าง
นอกจากนั้นจะต้องมีการจัดนิทรรศการชั่วคราวที่มีระยะเวลา 1-3 เดือน อาจจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับนิทรรศการถาวรที่จัดไว้ก็ได้ อาจจะนำเรื่องราวบางเรื่องจากนิทรรศการถาวรที่เราเห็นว่ามีความสำคัญและมีความน่าสนใจดึงออกมา สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์แนวใหม่ทำให้หลายสิ่งมีความสัมพันธ์กัน ไม่ใช่ว่ามีนิทรรศการถาวรอย่างเดียวก็เป็นที่พอใจแล้ว เราหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่โน้มน้าวให้เด็กๆและคนที่มาดูมีความสนใจศ.ดร.ชัยอนันต์กล่าว
|
 |
|
| ผู้เข้าชมสามารถถ่ายรูปและจับต้องสิ่งของภายในพิพิธภัณฑ์ได้ |
|
 |
สำหรับในส่วนของรายละเอียดของพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งแรกนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พัชรี ชินธรรมมิตร รองผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้สถาบันการเรียนรู้และสร้างสรรค์ (สรส.) เล่าให้ฟังว่า พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งนี้ใช้เนื้อที่เดิมของกระทรวงพาณิชย์ ลักษณะของอาคารเป็นอาคารเก่ารูปแบบนีโอคลาสสิก สร้างขึ้นตั้งแต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 มีการบูรณะอาคารเพื่อจัดทำนิทรรศการโดยใช้เนื้อที่ในการจัดแสดงนิทรรศการ 3,000 ตารางเมตร มี 3 ชั้น แต่ละชั้นมีระเบียงยาว ด้านหน้ามีห้องโถง มีบันไดขึ้นสองข้างสวยงาม และมีห้องใต้หลังคาสูง ภายนอกอาคารมีต้นไม้ใหญ่ทั้งด้านหน้าและด้านข้าง พื้นที่โดยรวมทั้งหมดของบริเวณพิพิธภัณฑ์มีประมาณ 7 ไร่
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ภายใต้นโยบาย รัก เรียนรู้ เล่น อย่างสร้างสรรค์ เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งความเพลิดเพลิน เราได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำพิพิธภัณฑ์ เรื่องราวของเรายาวนานกว่า 2,000 กว่าปี ตั้งแต่ดินแดนแห่งนี้เรียกว่าสุวรรณภูมิ ซึ่งดินแดนแห่งนี้มีความหลากหลายทางชีวภาพ ตรงนี้เราใช้ชื่อนิทรรศการว่า กว่าจะเป็นไทย เราต้องการให้นิทรรศการกับผู้ที่เข้าชมมีปฏิสัมพันธ์กันหรือจูนกันได้ ซึ่งแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ทั่วๆไปที่เพียงแต่นำวัตถุมาตั้งวางไว้เท่านั้น นอกจากนั้นยังสามารถแตะต้องได้ หยิบจับได้ ถ่ายรูปได้
ผศ. พัชรีกล่าว ก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่า สำหรับเรื่องราวที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มี 3 เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องราวของคนกับคน คนกับสิ่งแวดล้อม และเรื่องราวของคนกับภูมิปัญญา เราจะเน้นที่เรื่องราวต่างๆในเรื่องของคน การนำเสนอแบบชวนติดตามหาคำตอบไปเรื่อยๆ เราอยากใช้ชื่อ พิพิธภัณฑ์นี้ว่าพิพิธภัณฑ์แห่งสติปัญญา เราต้องการให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ให้คนที่เข้ามาไม่ว่าเด็กหรือเยาวชนที่เข้ามาสามารถที่จะไปศึกษาเพื่อให้เกิดความรู้ในเรื่องราวต่างตั้งแต่สุวรรณภูมิถึงสยามประเทศ และไปสู่ประเทศไทย
โดยพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ได้จัดแบ่งห้องแสดงนิทรรศการออกเป็น 15 ส่วน เพื่อเรียงร้อยเรื่องราวตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบันและอนาคตให้ง่ายต่อการเข้าใจ สำหรับห้องแรกคือ ห้องเบิกโรง (Thai People Immersive Theater) เป็นการกล่อมให้ผู้เข้าชมได้รู้สึกว่ากำลังจะเริ่มต้นย้อนตนเองไปเรียนรู้และคนหาเรื่องราวต่างๆก่อนที่จะนำไปยังห้องต่อไป
ห้องที่สองคือ ห้องเปิดตำนานสุวรรณภูมิ (Introduction to Suvarnabhumi) แสดงแหล่งกำเนิดอารยะธรรม รวมทั้งวิวัฒนาการสังคมก่อนจะมาเป็นบรรพบุรุษสุวรรณภูมิ, ห้องถัดไปคือ ห้องสุวรรณภูมิ (Suvarnabhumi) นำเสนอเรื่องราววิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อของผู้คนในดินแดนสุวรรณภูมิ, ห้องพุทธศาสนา (Buddhism, a Uniting Belief) จัดแสดงเพื่อให้เข้าใจถึงหัวใจของพุทธศาสนาซึ่งทำให้สังคมสงบสุข
|
ต่อจากห้องพุทธศาสนาคือ ห้องกำเนิดกรุงศรี (The Founding of Ayuthaya) การจัดแสดงแบบ Multi-media เพื่อให้เห็นแว่นแค้นต่างๆก่อนกำเนิดสยามประเทศ และวีรบุรุษผู้สร้างกรุงศรีอยุธยา, ห้องสยามประเทศ (Siam Prathet) แสดงเรื่องราวต่างในสมัยกรุงศรีอยุธยารวมถึงแสดงกระบวนพยุหยาดตราทางชลมารคพระราชสัญลักษณ์แห่งสมมุติเทวราชของกรุงศรีอยุธยา
ถัดไปเป็น ห้องสยามยุทธ์ (War Room) แสดงถึงเกมอำนาจยุทธวิธีป้องกันตัวเองของกรุงศรีอยุธยาและพิชัยสงคราม, "ห้องแผนที่ ความยอกย้อนบนกระดาษ" (Siam Mapped, Changing Boundaries) แสดงถึงกำเนิดของแผนที่ประเทศ, ห้องกรุงเทพใต้ฉากอยุธยา (Bangkok : New Ayutthaya) แสดงให้เห็นถึงความคิดที่สร้างกรุงเทพฯ ให้เหมือนกรุงศรีอยุธยา
ห้องที่สิบคือ ห้องชีวิตนอกกรุงเทพ (Village Life) แสดงถึงวิถีชีวิตภายใต้กฎของธรรมชาติ, ห้องแปลงโฉมสยามประเทศ (Changes) เป็นการจัดแสดงให้เห็นสยามใหม่ภายใต้ร่มเงาตะวันตก, ห้องกำเนิดประเทศไทย (Politics & Communications) จัดแสดงการเปลี่ยนผ่านจาก สยาม กลายเป็น ไทย
|
จากนั้นมาถึง ห้องเมืองไทยวันนี้ (Thailand Today) และสุดท้ายคือ ห้องมองไปข้างหน้า (Thailand Tomorrow) เน้นการจัดแสดงที่ชวนให้คิดและตระหนักว่า อนาคตประเทศไทย แท้จริงอยู่ในมือของคนรุ่นปัจจุบันนั่นเอง
ด้าน นิรุตต์ โลหะรังสี สุดยอดแฟนพันธุ์แท้กรุงศรีอยุธยา 4 ปีซ้อน และ Brand Ambassador พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ที่จะเข้ามาชมไม่ได้เจาะจงเฉพาะแค่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็ก วัยรุ่น เยาวชน เท่านั้น เพียงแค่ถามตัวเองว่าเราจำเป็นต้องรู้เรื่องราวเก่าๆหรือเปล่า ถ้าหากเราอยากรู้ไม่ว่าจะเพื่ออะไรก็ตาม หรือเราจำเป็นต้องรู้ ผมคิดว่าเมื่อไรก็ตามที่เกิดคำถาม เกิดคำว่า อยากรู้ ขึ้นมาสักนิดเดียว ที่นี่จะเล่าเรื่องราวต่างๆได้ดีมาก ขอเพียงแค่อยากรู้สักนิดหนึ่งวัยไหนก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะการเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด
ในเรื่องของอนาคต ดร.อภินันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตอนนี้เราได้เดินทางไปยังจังหวัดต่างๆ และสร้างเครือข่ายพันธมิตรพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเราหวังว่าในอนาคตกระบวนการต่างๆในลักษณะของการเรียนรู้จะขยายออกไปสู่กรุงเทพฯและต่างจังหวัดด้วย เครือข่ายในต่างจังหวัดที่มีมากมายถือเป็นมิติใหม่ที่ดีที่เราเคยรู้สึกว่าพิพิธภัณฑ์ไม่น่าเข้า เป็นที่เก็บแต่สิ่งที่ตายแล้ว ความคิดนี้จะเปลี่ยนไป การเข้าสู่พิพิธภัณฑ์จะเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ ตั้งอยู่ที่ ถ.สนามไชย เขตพระนคร กรุงเทพฯ ซึ่งตั้งแต่วันที่ 23 ธ.ค. 50 2 เม.ย. 51 ถือเป็นช่วงเปิดทดสอบระบบและความพร้อม โดยจะเปิดให้เข้าชม(ฟรี) ทุกวันอังคาร-อาทิตย์ แต่จะเปิดเฉพาะผู้ที่ติดต่อมาเป็นหมู่คณะเท่านั้น และต้องติดต่อเข้ามาก่อนล่วงหน้าเพื่อจัดหาวิทยากรในการพาชม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและติดต่อขอเข้าชมได้ที่สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ โทร.0-2357-3999 ต่อกลุ่มงานวิชาการและการศึกษา
|