ความรู้เรื่องพลังของความคิดจิตใจเชิงประสบการณ์ที่จะใช้สร้างอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนได้ นอกจากจะใช้ไปในทางที่ดีแล้ว มันยังอาจถูกนำไปใช้ในาง ที่เลวร้ายได้หรือไม่? พวกนักโฆษณาและนักการเมือง ล้วนรู้จักความคิดจิตใจเชิงประสบการณ์ดีอยู่แล้ว ดังจะเห็นได้จากเทคนิคการโฆษณาสินค้าและการหา เสียงที่มีประสิทธิภาพของพวกเขา มีแต่พวกเรา ประชาชนผู้ที่ต้องตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาเหล่านี้ต่างหากที่ควรจะมีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับการใช้ ประโยชน์จากความคิดจิตใจเชิงประสบการณ์ เพื่อที่เราจะได้สามารถต้านทานอิทธิพลของพวกนักโฆษณาได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น
การโฆษณาดึงดูดความคิดจิตใจเชิงประสบการณ์ โดยการโฆษณาภาพของคนที่สามารถสนองความต้องการพื้นฐาน ๔ อย่างของพวกเขาเมื่อได้ใช้สินค้า เหล่านั้น ความต้องการของคนที่อยากมีความสุข มีความสัมพันธ์ที่ดีและมีความรู้สึกนับถือตนเอง ถูกกระตุ้นโดยการโฆษณาภาพของคนที่กำลังสูบบุหรี่ หรือ ดื่มเหล้าในสภาพแวดล้อมที่สงบกับเพื่อนฝูงที่สวยงาม มีแรงดึงดูดทางเพศ นักการเมืองใช้วิธีโฆษณาสร้างภาพว่าชีวิตคุณจะเจริญรุ่งเรือง มีความสุขมากขึ้น เพียงไรหากคุณเลือกเขา
โชคไม่ดีที่บ่อยครั้งเทคนิคการโฆษณาถูกใช้ไปเพื่อการขายสินค้าที่เป็นพิษเป็นภัย เช่น บุหรี่ เหล้า อาหารที่มีไขมันและน้ำตาลมาก รถยนต์ที่ใช้น้ำมันสิ้น เปลือง และนักการเมืองที่ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง พวกนักโฆษณารู้วิธีจะเข้าถึงพลังของความคิดจิตใจเชิงประสบการณ์ โดยใช้ภาพและการเชื่อมโยง ได้อย่างเชี่ยวชาญ งานโฆษณาให้คนรู้สึกอยากสูบบุหรี่ของพวกเขามีอิทธิพลมากกว่าคำประกาศเตือนของกระทรวงสาธารณสุขบนซองบุหรี่ว่า “บุหรี่เป็น อันตรายต่อสุขภาพ” มากมายหลายเท่า เพราะคำเตือนที่เป็นเพียงตัวหนังสือตัวเล็กๆนั้น เข้าถึงได้แค่ความคิดจิตใจเชิงเหตุผลเท่านั้น
ในการโฆษณาทางการเมือง เทคนิคในการดึงดูดความคิดจิตใจคนที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด อาจจะดูได้จากวิธีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในปี ๑๙๘๘ ระหว่าง ยอร์จ บุช กับ ไมเคิล ดูคาคิส เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการออกเสียงของประชาชนครั้งนั้น มากกว่าการพิจารณาอย่างมีเหตุผลว่า สองคนนี้ มีประวัติการทำงานอย่างไร และมีจุดยืนต่อการแก้ปัญหาต่างๆอย่างไร วิธีการนั้นคือการโฆษณา (ของฝ่าย ยอร์ช บุช) ว่าคนของดูคาคิสมีภาพของพวกมา ตกรนักข่มขืน ว่าเขาทำให้ท่าเรือบอสตันเกิดมลภาวะ ว่าเขากล่าวสาบานตัวต่อหน้าธงเหมือนบุช บุชยังใช้วิธีพูดถึง ดูคาคิส หลายครั้งว่า ” เป็นพวกที่ยอมรับ ว่า พกบัตรสมาชิก ACLU ติดตัว” ซึ่งทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนพวกดูคาคิสเป็นพวกนิยมคอมมิวนิสต์ ประชาชนจำนวนมากไม่รู้ว่าจริงๆแล้ว ACLU ย่อมาจาก American Civil Liberities Union (สหภาพสิทธิเสรีภาพพลเรือนอเมริกัน) ซึ่งเป็นองค์กรปกป้องหลักการสิทธิเสรีภาพที่ประกาศไว้ในรัฐธรรมนูญสหรัฐ)
การหาเสียงโดยวิธีการใช้จิตวิทยาของความกลัวและอคติ เพื่อทำให้ประชาชนเชื่อถืออย่างได้ผล ทำให้การโต้แย้งกันในเชิงในเรื่องนโยบายการแก้ปัญหา ต่างๆในเชิงเหตุผลหมดความหมาย กาหาเสียงของนักการเมืองยังใช้เทคนิคการวิจัยตลาด และการสอบถามความคิดเห็นของประชากรตัวอย่างเช่นเดียวกับ ที่ใช้โดยบริษัทโฆษณาสินค้า เพื่อหาว่าความคิดและรู้สึกแบบไหนที่จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของประชาชน เพื่อที่พวกเขาหาวิธีการจะโฆษณา ที่จับอารมณ์รู้สึกประชาชนได้
เนื่องจากธุรกิจการโฆษณาได้พัฒนาไปอย่างสลับซับซ้อนมาก การโต้เถียงกันทางการเมือง จึงถูกทั้งธุรกิจเสนอข่าวและธุรกิจโฆษณาทอนให้สั้นลงสั้นลง เป็นการเสนอภาพและเสียงที่มุ่งจะจูงใจคนอย่างฉับไวมาก จนทำให้เราไม่มีเวลาที่ใช้ความคิดเชิงเหตุผลกลั่นกรองข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และบิดเบือนได้ ระบบประชาธิปไตยของเราจึงอยู่ในอันตรายเพราะประชาชนมีแนวโน้มจะตัดสินใจทางการเมืองโดยไม่ได้มีข้อมูลข่าวสารรอบด้าน..
เรามีอะไรที่จะใช้ตอบโต้ผลในทางทำลายล้างของการโฆษณาสินค้าและการหาเสียงทางการเมืองแบบที่กล่าวมาหรือไม่? วิธีตอบโต้วิธีหนึ่ง คือ เราต้อง ตอบโต้แรงดึงดูดใจแบบทำลายล้าง ด้วยแรงดึงดูดใจแบบสร้างสรรค์ ซึ่งเท่ากับการใช้ไฟสู้กับไฟ หรือการใช้อารมณ์สู้กับอารมณ์ ทำไมเราไม่เปลี่ยนการ โฆษณาจากถ้อยคำเรียบๆมาเป็นหนังโฆษณาที่เร้าอารมณ์และเชื่อมโยงกับผลของมันอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับหนังโฆษณาของบริษัทบุหรี่บ้างล่ะ? เช่นถ้า เราทำหนังโฆษณาต่อต้านการสูบบุหรี่เป็นรูปคนไข้โรคมะเร็งปอด นอนในเตียงโรงพยาบาล ที่มีเครื่องช่วยชีวิตระโยงระยาง มีคนใกล้ชิดของเขาที่หน้าตา เศร้าหมองยืนอยู่รอบเตียง และมีถ้อยคำว่า “คุ้มค่าไหมกับการติดบุหรี่?” หรือไม่ก็ทำหนังโฆษณาเป็นภาพหญิงสาวซึ่งกำลังกล่าวกับชายหนุ่มที่สูบบุหรี่อยู่ ด้านหลังว่า “ฉันไม่อยากไปเที่ยวกับเขาหรอก เพราะเขาสูบบุหรี่” หนังโฆษณาทำนองนี้ย่อมดึงดูดใจกว่าการใช้ถ้อยคำเรียบๆ…..
ที่มา วิทยากร เชียงกูล
ความรัก การสร้างสรรค์ และความสุข - -กรุงเทพฯ ; สายธาร, 2550
160 หน้า.
ISBN : 978-974-8460-07-9