การไปเที่ยวเกาะครั้งนี้เหมือนกันไม่ได้วางแผนมาก่อนเลยครับ นึกจะไปก็ไป คล้ายกับตอนไปเที่ยวลาวไม่มีผิดแต่ยังไงก็ตามผมว่าที่ "เกาะสีชัง" คงจะสวยงามไม่แพ้ที่ไหนๆที่เคยได้ไปเที่ยวมาก่อนหน้า จากคำบอกเล่าของเพื่อนๆในโลกอินเตอร์เน็ตและในโลกแห่งความจริงนี้ ทำให้คำว่าผิดหวังไม่ได้อยู่ในแผนการไปเที่ยวของเราเลย.. ผมนั่งรถตู้ไปชลบุรีจากอนุเสารีย์ชัยสมรภูมิ ฝั่งเดียวกับเซ็นเตอร์วัน ตั๋วราคาแค่ 110 บาทก็พาพวกเราเดินทางไปถึงหนองมนเพื่อต่อรถไปยังเกาะได้ในเวลาแค่ชั่วโมงเศษๆเท่านั้นเอง

และแล้ว จากหนองมนเราต่อรถสองแถวมาลงที่หน้าเกาะลอยแล้วต่อมอเตอร์ไซต์เข้าไปอีกนิดหน่อยก็ถึงท่าเรือที่จะพาเรามุ่งสู่เกาะสีชังกันแล้ว.. แต่ทว่า... ที่ซื้อตั๋วอยู่ไหน ?

ซื้อตั๋วตรงไหนหว่า.. ? อ๊ะ คนเดินไปตรงนั้นกันทำไมอะ..ลองตามไปดูน่าจะดี

นี่เองครับที่ซื้อตั๋วก็คือรถสามล้อที่จอดอยู่ตรงบันไดทางลงนี่เอง แหม่... หาตั้งนาน

การลงต้องผจญภัยกันเล็กน้่อยครับ ได้รสชาติของการผจญภัยกันตั้งแต่เริ่มเดินทางกันเลยทีเดียวครับ

เมื่อถึงเวลาเรือก็ออกสู่สีชัง ใช้เวลาอีกประมาณ 40 นาทีกว่า ระหว่างนั้นถ้าไม่นอนก็หาขนมกินไปพลาง ถ่ายรูปไปพลาง ชมวิวทะเลไปพลาง ช่างสุขีเสียนี่กระไร

สีชังจ๋า..เรามาแล้วจ้า..... ^^

นักท่องเที่ยวมากันเต็มเลยครับ บ้างก็กลับมาบ้านที่นี่ก็มี

แวะไปซื้อน้ำแปบเดียวคนหายไปไหนกันหมดไม่รู้ แต่ที่นี่มีบริการนักท่องเที่ยวตั้งแต่ขึ้นจากเรือเลยทีเดียว พอดีผมไม่ทันถ่ายรูปไว้เค้าก็สลายตัวก็หมดแล้วครับ ก่อนอื่น..หาที่พักและยานพาหนะกันก่อนดีกว่า

มีรถสกายแลปนำเที่ยวด้วยครับ ใครอยากสะดวกใช้บริการได้เลย แต่บังเอิญพวกผมอยากลำบากกันครับเลยไม่ใช้ 5555++

และนับจากนี้เป็นต้นไปเราจะใช้เจ้าเหลืองคันนี้เดินทางครับ
ตอนที่เช่ารถผมก็จะเอาบัตรประชาชนให้เค้าเก็บเอาไว้ แต่เค้าก็บอกครับว่า ไม่ต้องเอาอะไรให้หรอก เพราะถ้าจะเอาออกจากเกาะยังไงๆก็ต้องขึ้นเรือไำป ซึ่งชาวเกาะเค้าก็รู้กันอยู่แล้วว่าใครจะเอารถเข้ารถออก เลยไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนักท่องเที่ยวจะมาขโมยรถครับ สนนราคาเช่ารถเป็นเวลา 1 วัน คือ 24 ชม. นับจากนนี้เป็นต้นไป ราคา 300 บาท พร้อมน้ำมันเต็มถังกับแผนที่อีก 1 แผ่นครับ ^^

ขี่ไปขี่มาก็มาเจอที่นี่เข้าครับ "เบ็นซ์บังกะโล" จากที่ได้ฟังจากเพื่อนได้ชื่อว่าราคาถูกแล้วก็มีของครบครันเลยลงไปสอบถามราคาหน่อย พอได้ยินราคาก็ตาวาวพร้อมเช๊คอินในบัดดล ราคา 650 บาทพร้อมแอร์ เตียงคู่ ตู้เย็นและทีวีไม่แพงเลยครับ ^^

ทางเดินเข้าบ้านพักครับ

ก็ไม่เลวครับ เหมือนบังกะโลทั่วไป

เตียงคู่ครับ สะอาดสะอ้านดี เป็นแบบนี้แค่แปบเดียวแหละครับ ผมก็ดันเตียง 2 เตียงเข้าชิดกันเพราะไม่กล้านอนคนเดียวครับ ^^ แหะๆ

Accessories พร้อมครับ เหมาะสำหรับมาพักแบบสบายๆ

มีเก้าอี้โต๊ะให้ได้นั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจด้วยครับ จะหาอาหารทะเลมากินที่นี่ก็ท่าจะได้บรรยากาศไปอีกแบบ

เดินออกมาก็เห็นรถสกายแลปกำลังวิ่งผ่านไปครับ เลยถ่ายรูปมาให้ดูกัน พร้อมทางขึ้นเขาชันๆดูท้าทายรถของเราอย่างยิ่ง แต่...ผมยังไม่ขึ้นครับ ขอเที่ยว "พระจุฑาธุชราชฐาน" ที่อยู่ติดกับที่พักก่อนแล้วกันนะครับ

ขี่รถเข้ามาก็เห็นสะพานอะไรซักอย่างทอดยาวลงไปกลางน้ำครับ แค่นี้ก็สวยแล้ว...ว ^^

เดินมาดูใกล้กันหน่อยครับว่านี่ีอะไร...

ที่นี่ก็คือสะพานอัษฎางค์นั่นเองครับ เอาไว้สำหรับใช้เป็นท่าเรือ ทำด้วยไม้สักทั้งหมดครับ

มุมสวยๆที่ถ่ายได้จากสะพานครับ

ระหว่างสะพานมีจุดพักเป็นศาลาสองจุดครับ เอาไว้กันคนเป็นลมรึปล่าว ?

ระหว่างที่ผมถ่ายรูปเพลินๆ แฟนผมก็หนีมานั่งตากลมอยู่ที่ริมหาดซะละ มีเก้าอี้ใต้ต้นไม้เรียงรายเป็นทางยาวตลอดหาดครับ

มองเห็นประภาคารด้วย ส่วนท่าเรือตรงนี้เอาไว้ใช้เวลาเรือใหญ่ในสมัยก่อนเข้ามาเทียบครับ

ขึ้นไปดูด้่านบนกันบ้างดีกว่า..

ขึ้นมาจนสุดก็เจอพระอุโบสถครับ ที่นี่เป็นวัดอยู่ภายในวังแห่งนี้ครับ

ภายในเจดีย์ สร้างขึ้นมาแบบวงกลมครับ แถมพื้นลายตารางดูสวยงามไม่น้อย ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นศิลปะในสมัยก่อยนะครับ

ตรงกลางมีพระห้นมัสการก่อนจะกลับลงไปครับ

กลับลงมาที่ท่าเรืออีกครั้ง ผมขอไปยืนเก๊กถ่ายรูปซะหน่อยครับ เท่ห์มะ ^^

ตอนแรกผมสงสัยครับว่านี่คืออะไร นึกว่าทางเดินรูปหกเหลี่ยม แต่ไม่ใช่ครับ จริงๆแล้วนี่คือ "พระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์" แต่ต่อมาได้ย้ายมาไว้ที่กรุงเทพครับ

ออกจากพระตำหนักแล้วส ผมก็พาเจ้าเหลืองขึ้นเนินน่าหวดเสียวเมื่อตอนแรกขึ้นมาครับ ไปได้ซักแปบ ผมก็นึกสนุกดับเครื่องขึ้นมา ก็ทางมันเป็นทางลาดยาวไปตลอด ปล่อยรถไหลไปเรื่อยๆก็ถึงที่หมายได้ครับ ตรงนี้ทั้งสนุกทั้งมันส์เลยทีเดียว แถมได้ช่วยลดโลกร้อนด้วยนะครับ ^^

ไหลยาวไปเลยเพ่................................................

ไหลไปไหลมาก็ขับต่อเลยมาจนถึงช่องเขาขาดครับ จุดท่องเที่ยวอีกแห่งนึงของที่นี่ ตอนนี้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันพอดีครับ ผมเลยแอบถ่ายรูปพวกลุงๆป้าๆกลุ่มนี้เอาไว้ด้วยเลย

บรรยากาศยามเย็นช่างสวยงามจริงๆ ดีจังที่มาที่นี่ ^^

ถ่ายรูปคู่ซะหน่อยครับ ^^ อ้อ ผมลืมบอกไปเลยว่า ตั้งแต่เข้ามาที่เกาะนี้ ต้นไม้และดอกไม้ที่ผมพบเห็นได้เยอะที่สุดก็คือ "ดอกลั่นทม" หรือ "ลีลาวดี" ครับ ตั้งแต่ในพระตำหนักก็ปลุกเอาไว้มากมาย จนถึงที่นี่ก็ห้อมล้อมไปด้วยลีลาวดีครับ เหตุนี้เอง ลีลาวดี จึงได้เป็นดอกไม้ประจำเกาะสีชังแห่งนี้ครับ

ขึ้นมาถึงจุดชมวิวแล้ว หาน้ำทาน นั่งพักตากลมกันซักพักนะครับ

อยู่ดีๆก็มีคนมาท้าต่อยอีกแล้วครับ ดูสิ เชิดหน้าใส่ใหญ่ สงสัยหน้าตาผมจะเตะตาชวนมองไม่หน่อย เอ้า ต่อยไม่ได้ ขอถ่ายรูปหน่อยละกัน นิ่งๆนะ ^^

จุดนี้คือสะพานวชิราวุธครับ เป็นอีกจุดท่องเที่ยวไฮไลท์ที่อยู่ตรงช่องเขาขาด ผมถ่ายรูปมาเยอะมากๆ แต่ดูได้แค่ไม่กี่ใบครับไม่กล้าเอามาอวด 555++

ผมแปลกใจอยู่อย่างหนึ่งที่ว่าเกาะนี้สามารถตกปลาหมึกได้ทั้งเช้า กลางวัน เย็นเลยครับ เดี๋ยวๆก็มีชาวบ้านมานั่งตกปลาหมึกแล้วก็ได้ปลาหมึกสดๆกลับไปกิน ใครที่ชอบตกหมึกน่าจะมาเที่ยวที่นี่ให้ได้เชียวนะครับ

ตะวันเริ่มคล้อยแถมท้องก็เริ่มร้องแล้ว ดูท่าจะต้องไปเติมพลังกันซะหน่อยแล้วครับ

สำหรับตอนแรกของพักไว้แค่นี้ก่อนแล้วกันนะครับ นี่ก็ 5 ทุ่มจะครึ่งเข้าไปแล้ว ผมอดนอนได้ไม่เก่งเท่าไหร่ซะด้วยสิ ^^ รอติดตามชมตอนต่อไปนะครับ ไม่นานเกินใจครับผม ฮิๆ
อ้อ หลังจากนนี้ผมได้ไปแวะทานอาหารที่ร้านเล็กท่าวังที่ขึ้นชื่ออีกร้านหนึ่งของเกาะนี้ด้วยครับ คลิกลิงค์ตามไปดูได้ที่นี่เลยครับ ^^
............................................................
อ่านบทความ สีชัง...แสงสีทองกับท้องทะเลสีคราม (ตอนที่ 2)ได้แล้วนะครับ ^^








