Jul 31st, 2008 ผมรวยแล้ว ผมพอแล้ว จากนี้ไปเพื่อวงศ์ตระกูลเท่านั้น
อันดับแรกเป็นที่รู้จักกันดีคือ นายบิล เกตส์(Bill Gates) แห่งบริษัทไมโครซอฟท์
อันดับสองคือ นายสตีฟ จ็อบ(Steve Job) แห่งบริษัทแอปเปิ้ล ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์แมคอินทอช(Macintosh) และเครื่องเล่นไอพ็อด(ipod) ที่กลายเป็นผู้นำการปฏิวัติดนตรีดิจิตอล
และอันดับที่ 14 ตกเป็นของคุณทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย ด้วยทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 52,000 ล้านบาท ไฟแนนเชียลไทมส์ ได้เลื่อนอันดับคุณทักษิณจากปีที่แล้ว จากอันดับที่ 21 มาอยู่ที่อันดับที่ 14 ในปีนี้ โดยมีนัยสำคัญว่า คุณทักษิณประสบความสำเร็จมากขึ้น ร่ำรวยมากขึ้นและมีอิทธิพลมากขึ้น ก่อนหน้านี้วารสารการเงินการธนาคารได้จัดอันดับ 500 เศรษฐีหุ้นไทยประจำปี พ.ศ.2547 ปรากฏว่า แชมป์เศรษฐีหุ้นไทยตกเป็นของ
น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ลูกสาวคนโตของนายกรัฐมนตรีโดยถือหุ้นรว มูลค่าทั้งสิ้น 18,032 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 76 หรือคิดเป็นเงิน 7,824 บาท
อันดับสองคือ คุณบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ด้วยมูลค่าหุ้น15,267ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 62
หากรวมคนในตระกูล”ชินวัตร” ที่ถือครองหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด ตระกูลนี้ก็จะกลายเป็นตระกูลร่ำรวยที่สุดในประเทศด้วยมูลค่าหุ้น 31,543 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2544 อันเป็นปีแรกที่พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้ง และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ตระกูลชินวัตรมีมูลค่าหุ้นรวมกัน 12,768 ล้านบาท ดังนั้น หากเปรียบเทียบมูลค่าหุ้นตั้งแต่ปีแรกของรัฐบาลทักษิณในปี 2544 มาจนถึงปีสุดท้ายของรัฐบาลทักษิณสมัยแรกในปี 2547 ตระกูลชินวัตรรวยขึ้นกว่าเดิมเกือบ 3 เท่า
ส่วนตระกูลเศรษฐีหุ้นอันดับสอง ตกเป็นของตระกูล “มาลีนนท์” กลุ่มบีอีซี เวิลด์ หรือช่อง 3 นายทุนพรรคไทยรักไทยคนสำคัญ และมีตัวแทนเป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลหนึ่งท่าน ด้วยมูลค่ารวมกันทั้งสิ้น 20,585 ล้านบาท
อันดับสามคือตระกูล “ดามาพงศ์” ถือหุ้นรวมกัน 15,267 ล้านบาท
น่าเสียดายที่ตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” ของคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีอุตสาหกรรมผู้อื้อฉาวจากกรณีการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ ในสนามบินสุวรรณภูมิ ไม่ได้เอาบริษัทของตัวเองเข้าตลาดหลักทรัพย์ จึงยังไม่รู้ว่าตระกูลนี้ที่เป็นกลุ่มธุรกิจประกอบชิ้นส่วนรถยนต์จะรวยเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร แต่ล่าสุดมีข่าวว่าตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจกลายเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่ประมาณ 3-5 พันไร่รอบๆ สนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากมีข่าวว่ารัฐบาลมีแนวโน้มจะยกฐานะพื้นที่รอบๆ สนามบินสุวรรณภูมิให้กลายเป็นจังหวัดใหม่ หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือ “กทม. 2 ” จนทำให้ราคาที่ดินพุ่งขึ้นมาถึง 40%
4ปีผ่านไป คุณทักษิณและคนใกล้ชิดที่เข้ามาเล่นการเมือง ต่างร่ำรวยอย่างก้าวกระโดด ขณะที่อีกด้านหนึ่งคนไทยทั่วประเทศกลับเป็นหนี้สินมากขึ้น สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่า ตั้งแต่ปี 2545-47 รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนทั่วประเทศเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 4.4ในขณะที่หนี้เฉลี่ยครัวเรือนกลับเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 11.7 ต้นปีที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติออกรายงานมาว่า คนไทยมีอัตราค่าใช้จ่ายสูงขึ้นร้อยละ 17.7โดยส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายในการขนส่งและใช้โทรศัพท์มือถือกันมากขึ้น ห้าปีผ่านไป คนไทยทั่วประเทศยากจนลงเรื่อยๆ ขณะที่คนอีกหยิบมือหนึ่งที่กุมอำนาจรัฐได้กลับรวยล้นฟ้า อันที่จริงไม่น่าแปลกใจนัก หากจะรู้ว่าเบื้องหลังของพรรคไทยรักไทยคืออะไรเพราะจะว่าไปแล้วพรรคไทยรักไทยก็เป็นเพียงแค่ตัวแทนของกลุ่มธุรกิจที่รอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ขณะที่กลุ่มธุรกิจอื่นๆ ประสบปัญหาการลดค่าเงินบาทจนแทบจะล้มละลาย กลุ่มทุนนี้ที่เติบโตมาจากธุรกิจการได้สัมปทานจากภาครัฐ เห็นความจำเป็นต้องยึดอำนาจรัฐผ่านการเลือกตั้ง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจของตัวเองและพวกพ้อง จึงได้จัดตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้น โดยใช้นโยบาย “ประชานิยม” นำหน้าจนกลายเป็นขวัญใจของคนทั้งประเทศ ชนะการเลือกตั้งส.ส. และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จในปี พ.ศ.2544 ตลอดระยะเวลาสี่ห้าปีที่ผ่านมา เราจึงเห็นการออกระเบียบหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง จนทำให้กลุ่มทุนเหล่านี้เติบโตอย่างรวดเร็ว
ล่าสุดคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ได้แต่งตั้งให้นายบุญคลี ปลั่งศิริ ประธานบริษัทชินคอร์ป เป็นประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาปรับหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ ก่อนหน้านี้ในปี 2546 บีโอไอได้มีมติส่งเสริมการลงทุนโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์ ของบริษัทชินแซทฯ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ทำให้บริษัทแห่งนี้ได้รับการยกเว้นภาษีนับหมื่นล้านบาทต่อปี ยังไม่รวมถึงการออก พ.ร.ก.จัดเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม เพื่อกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ ไม่ให้กระทบรายได้สัมปทานผู้ประกอบการรายเดิม และการลดสัมปทานให้กับไอทีวี
ต้องยอมรับว่าเครือข่ายของรัฐบาลชุดนี้ได้แผ่กระจายออกไปสู่ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กรของรัฐ และองค์กรอิสระเกือบทุกแห่ง เพื่อสอดส่องดูแลผลประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจตัวเองอย่างเหนียวแน่น ห้าปีผ่านไปกลุ่มธุรกิจในคราบนักการเมืองผู้ทรงเกียรตินี้ทำงานบรรลุวัตถุประสงค์ ต่างรวยกันถ้วนหน้าขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศกลับมีหนี้สินพอกพูน สินค้าราคาแพง เงินเฟ้อสูงสุดถึงร้อยละ 6 นักวิชาการหลายคนพูดตรงกันว่า “รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ โดยกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ และเพื่อกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ อย่างแท้จริง” ส่วนวลีอันงดงามที่ว่า “ไทยรักไทย หัวใจคือประชาชน” ที่เราๆ ท่านๆ ได้ยินตอนหาเสียงนั้น ตอนนี้ก็รู้แล้วว่า ประชาชนที่ว่านั้นคือประชาชนของตระกูลใคร
