zickr
มารู้จักกับ Zickr!
เรื่องยอดนิยม
ฮอตซิกเกอร์
เครื่องมือต่างๆ
สมัคร ซิกเกอร์!!
เข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้
รหัสผ่าน
จำฉันไว้นะ
Search
most voted
+ เพิ่มเรื่องใหม่
ทุกหัวข้อ
เทคโนโลยี
งานเขียน
บันเทิง
วิดีโอ
ศิลปะ และเพลง
ข่าว
เกมส์
การเมือง
กีฬา
เศรษฐกิจ
สังคม
2
votes
1 comments
report
การเซ็นเซอร์ข่าวหมิ่นพระมหากษัตริย์ในสื่อไทย (ข้อสังเกตกรณีคดีฝรั่งสวิส)
submitted by
littleonline
เมื่อ5ปีก่อน (
prachatai.com
)
หัวข้อ :
การเมือง
ป้าย :
สื่อ
เซ็นเซอร์
ข่าว
หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ประชาไท
แต่ที่สำคัญคือว่าเราสามารถเรียนรู้อะไรได้จากการรายงานหรือไม่รายงานคำพิพากษาในสื่อไทย...
คอมเม้นท์ (1)
ใครให้ดาวบ้าง (2)
สถิติ
ninearty
says:
ทรงมีจริยวัตรสมบูรณ์ด้วยทศพิธราชธรรม
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นมงคลของฉัตร, เป็นมงคลของราชบัลลังก์ นั่นก็คือทรงเป็นมงคลของประเทศชาติและเป็นมงคลของคนไทยทุกคน” (สมเด็จพระญาณสังวร, ๒๕๓๐)
ทรงยึดวัฒนธรรมทางจิตในหลักแห่ง “ความพอดี” ความพอเพียง ในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ และพระราชภารกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและบ้านเมือง
“ด้านศาสน์ก็ทรงพระอุปถัมภ์ กิจนำกุศลถึง
ทุกแหล่งแสดงกรุณย์ตรึง จิตห่วง ณ ปวงชน”
(วรรณคดีสรรพจิตุ ๒๕๓๑)
ครั้งเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯขึ้นเสวยสิริราชสมบัติ ในขณะที่มีพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกนั้น ได้เสด็จฯขึ้นประทับพระที่นั่งภัทรบิฐ และได้มีพระปฐมบรมราชโองการต่อผู้ชุมนุมเฝ้าฯ ณ ที่นั้นว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” พระบรมราชโองการในรัชกาลนี้ เรียกได้ว่าเป็นสัญญาประชาคม หมายความว่าพระองค์ทรงมีความสมบูรณ์ด้วยทศพิธราชธรรม ๑๐ ข้อประจำพระองค์ดังนี้
ข้อที่หนึ่ง ทานํ (การให้) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อเกื้อกูลบุคคลเป็นจำนวนมาก และองค์การต่างๆ ที่เป็นการกุศล นอกจากพระราชทานพระราชทรัพย์แล้วยังพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคตลอดจนเหรียญตราและอื่นๆ ให้แก่ผู้ที่รับราชการและผู้ที่ปฏิบัติเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ นอกจากนั้นก็พระราชทานจตุปัจจัยไทยธรรมให้แก่บรรพชิต ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจในพระศาสนาเป็นเนืองนิตย์
ข้อที่สอง สีลํ (การรักษาศีล) ได้ทรงประพฤติอยู่ในศีลที่ทั้งในทางธรรมตามพระศาสนาและศีลของพระมหากษัตริย์ กล่าวคือ ได้ทรงประพฤติปฏิบัติในทางพระราชจริยา ทางพระวรกาย และทางพระวาจาให้เป็นที่สะอาดงดงามถูกต้องตามขัตติยประเพณีอยู่เป็นนิจ ไม่เคยบกพร่องแต่อย่างใดทั้งสิ้น นอกจากนี้พระองค์ยังทรงดำรงอยู่ในฐานะรักษาธรรมอีกประการหนึ่งด้วย เช่น ทรงบำเพ็ญธรรม
ข้อที่สาม ปริจาคํ (การบริจาค) การเสียสละอย่างอื่น เช่น วัตถุ และการเสียสละทางจิตใจ เช่น สละความโลภ ความโกรธ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติมาโดยตลอด จนกระทั่งปัจจุบันมีพระชนมายุ ๗๔ พระพรรษา (พระองค์ทรงประสูตปีเถาะ วันจันทร์ ๕ ธันวาคม ๒๔๗๐)
ข้อที่สี่ อาชชวํ (ความซื่อตรง) จะเห็นได้ชัดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชอัธยาศัยที่ซื่อตรงต่อประชาชน และต่อหลักการแห่งประชาธิปไตยตลอดมา ทรงประกอบพระราชกรณียกิจทุกอย่าง และทรงดำรงในความสัตย์สุจริตต่อรัฐบาลต่อประชาชนของพระองค์ ตลอดจนประเทศต่างๆ ที่เป็นมิตรต่อประเทศไทย
ข้อที่ห้า มัททวํ (ความอ่อนโยน) นั้นปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชอัธยาศัยอ่อนโยนต่อชนทุกชั้น ไม่เคยถือพระองค์ ไม่ว่าจะทรงมีพระราชปฏิสันถารต่อผู้ใดก็มีพระราชปฏิสันถารตามควรแก่ฐานะของผู้นั้น ทรงมีสัมมาคารวะอ่อนน้อมต่อผู้ที่เจริญด้วยวัยวุฒิ หรือแก่สมณะชีพราหมณ์ และทรงมีความอ่อนโยนต่อประชาชนของพระองค์ทุกชั้นโดยไม่เลือกหน้า
ข้อที่หก ตปํ (เพียรกล้า) นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะทำหน้าที่ต่างๆ และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ ด้วยอุตสาหะ วิริยภาพและให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปโดยที่มิได้ละเลยเป็นอันขาด คำว่าตปะ แปลว่าการเผากิเลสหรือการเผาความเกียจคร้าน เผาความสุข ความสบายส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ข้อที่เจ็ด อโกธํ (ความไม่โกรธ) ในเรื่องนี้ชาวไทยทั้งหลายทราบกันดีว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชนทุกชั้นเสมอกัน และไม่เคยปรากฏว่าได้เคยทรงกริ้วโกรธผู้ใดให้เป็นที่เดือดร้อน ทั้งนี้แสดงให้เห็นชัดว่าพระองค์ทรงตั้งอยู่ในธรรมะในข้อ อโกธํ คือความไม่โกรธ
ข้อที่แปด อวิหิงสา (การไม่เบียดเบียน) ไม่เคยปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เคยทรงเบียดเบียนผู้ใดให้เดือดร้อน หรือทรงก่อทุกข์ให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดเดือดร้อน ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นราชวงศานุวงศ์หรือข้าราชการ ตลอดจนอาณาประชาราษฎร ตรงกันข้ามกลับทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อคนทั้งปวงโดยสม่ำเสมอตลอดมา
ข้อที่เก้า ขันติ (ความอดทน) หรือความอดกลั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีขันติธรรมเป็นอย่างยอดเยี่ยมหาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ เหตุการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมาปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงอดทนต่อบุคล ต่อสถานการณ์ และต่อความผันผวนต่างๆ มาได้โดยตลอด
ข้อที่สิบ อวิโรธนํ (ไม่ทำผิด) เป็นที่ทราบชัดกันอยู่ทั่วไปว่า ไม่เคยทรงประพฤติผิดจากพระจริยานุวัตรของพระมหากษัตริย์แต่อย่างไรเลย ทั้งทรงปฏิเสธลาภต่างๆ ที่ทรงเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ เช่น รัฐบาลมีความประสงค์จะถวายเครื่องบินเป็นพิเศษเพื่อจัดเป็นราชพาหนะโดยเฉพาะไม่ให้ผู้อื่นมาร่วมใช้ ก็ทรงปฏิเสธไม่ยอมรับ เพราะทรงเห็นว่าปัจจุบันบ้านเมืองยังต้องการที่จะใช้เงินงบประมาณไปในทางที่เป็นประโยชน์แก่อาณาประชาราษฎรเป็นอันมากในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำอยู่นี้
ทั้งหมดนั้นเป็นทศพิธราชธรรมที่ได้ทรงปฏิบัติมาโดยครบถ้วนตรงกับพระราชปณิธาน และพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
Post Comment
สำหรับสมาชิกล็อคอินเท่านั้น
สมัครสมาชิก
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นมงคลของฉัตร, เป็นมงคลของราชบัลลังก์ นั่นก็คือทรงเป็นมงคลของประเทศชาติและเป็นมงคลของคนไทยทุกคน” (สมเด็จพระญาณสังวร, ๒๕๓๐)
ทรงยึดวัฒนธรรมทางจิตในหลักแห่ง “ความพอดี” ความพอเพียง ในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ และพระราชภารกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและบ้านเมือง
“ด้านศาสน์ก็ทรงพระอุปถัมภ์ กิจนำกุศลถึง
ทุกแหล่งแสดงกรุณย์ตรึง จิตห่วง ณ ปวงชน”
(วรรณคดีสรรพจิตุ ๒๕๓๑)
ครั้งเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯขึ้นเสวยสิริราชสมบัติ ในขณะที่มีพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกนั้น ได้เสด็จฯขึ้นประทับพระที่นั่งภัทรบิฐ และได้มีพระปฐมบรมราชโองการต่อผู้ชุมนุมเฝ้าฯ ณ ที่นั้นว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” พระบรมราชโองการในรัชกาลนี้ เรียกได้ว่าเป็นสัญญาประชาคม หมายความว่าพระองค์ทรงมีความสมบูรณ์ด้วยทศพิธราชธรรม ๑๐ ข้อประจำพระองค์ดังนี้
ข้อที่หนึ่ง ทานํ (การให้) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อเกื้อกูลบุคคลเป็นจำนวนมาก และองค์การต่างๆ ที่เป็นการกุศล นอกจากพระราชทานพระราชทรัพย์แล้วยังพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคตลอดจนเหรียญตราและอื่นๆ ให้แก่ผู้ที่รับราชการและผู้ที่ปฏิบัติเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ นอกจากนั้นก็พระราชทานจตุปัจจัยไทยธรรมให้แก่บรรพชิต ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจในพระศาสนาเป็นเนืองนิตย์
ข้อที่สอง สีลํ (การรักษาศีล) ได้ทรงประพฤติอยู่ในศีลที่ทั้งในทางธรรมตามพระศาสนาและศีลของพระมหากษัตริย์ กล่าวคือ ได้ทรงประพฤติปฏิบัติในทางพระราชจริยา ทางพระวรกาย และทางพระวาจาให้เป็นที่สะอาดงดงามถูกต้องตามขัตติยประเพณีอยู่เป็นนิจ ไม่เคยบกพร่องแต่อย่างใดทั้งสิ้น นอกจากนี้พระองค์ยังทรงดำรงอยู่ในฐานะรักษาธรรมอีกประการหนึ่งด้วย เช่น ทรงบำเพ็ญธรรม
ข้อที่สาม ปริจาคํ (การบริจาค) การเสียสละอย่างอื่น เช่น วัตถุ และการเสียสละทางจิตใจ เช่น สละความโลภ ความโกรธ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติมาโดยตลอด จนกระทั่งปัจจุบันมีพระชนมายุ ๗๔ พระพรรษา (พระองค์ทรงประสูตปีเถาะ วันจันทร์ ๕ ธันวาคม ๒๔๗๐)
ข้อที่สี่ อาชชวํ (ความซื่อตรง) จะเห็นได้ชัดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชอัธยาศัยที่ซื่อตรงต่อประชาชน และต่อหลักการแห่งประชาธิปไตยตลอดมา ทรงประกอบพระราชกรณียกิจทุกอย่าง และทรงดำรงในความสัตย์สุจริตต่อรัฐบาลต่อประชาชนของพระองค์ ตลอดจนประเทศต่างๆ ที่เป็นมิตรต่อประเทศไทย
ข้อที่ห้า มัททวํ (ความอ่อนโยน) นั้นปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชอัธยาศัยอ่อนโยนต่อชนทุกชั้น ไม่เคยถือพระองค์ ไม่ว่าจะทรงมีพระราชปฏิสันถารต่อผู้ใดก็มีพระราชปฏิสันถารตามควรแก่ฐานะของผู้นั้น ทรงมีสัมมาคารวะอ่อนน้อมต่อผู้ที่เจริญด้วยวัยวุฒิ หรือแก่สมณะชีพราหมณ์ และทรงมีความอ่อนโยนต่อประชาชนของพระองค์ทุกชั้นโดยไม่เลือกหน้า
ข้อที่หก ตปํ (เพียรกล้า) นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะทำหน้าที่ต่างๆ และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ ด้วยอุตสาหะ วิริยภาพและให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปโดยที่มิได้ละเลยเป็นอันขาด คำว่าตปะ แปลว่าการเผากิเลสหรือการเผาความเกียจคร้าน เผาความสุข ความสบายส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ข้อที่เจ็ด อโกธํ (ความไม่โกรธ) ในเรื่องนี้ชาวไทยทั้งหลายทราบกันดีว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชนทุกชั้นเสมอกัน และไม่เคยปรากฏว่าได้เคยทรงกริ้วโกรธผู้ใดให้เป็นที่เดือดร้อน ทั้งนี้แสดงให้เห็นชัดว่าพระองค์ทรงตั้งอยู่ในธรรมะในข้อ อโกธํ คือความไม่โกรธ
ข้อที่แปด อวิหิงสา (การไม่เบียดเบียน) ไม่เคยปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เคยทรงเบียดเบียนผู้ใดให้เดือดร้อน หรือทรงก่อทุกข์ให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดเดือดร้อน ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นราชวงศานุวงศ์หรือข้าราชการ ตลอดจนอาณาประชาราษฎร ตรงกันข้ามกลับทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อคนทั้งปวงโดยสม่ำเสมอตลอดมา
ข้อที่เก้า ขันติ (ความอดทน) หรือความอดกลั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีขันติธรรมเป็นอย่างยอดเยี่ยมหาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ เหตุการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมาปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงอดทนต่อบุคล ต่อสถานการณ์ และต่อความผันผวนต่างๆ มาได้โดยตลอด
ข้อที่สิบ อวิโรธนํ (ไม่ทำผิด) เป็นที่ทราบชัดกันอยู่ทั่วไปว่า ไม่เคยทรงประพฤติผิดจากพระจริยานุวัตรของพระมหากษัตริย์แต่อย่างไรเลย ทั้งทรงปฏิเสธลาภต่างๆ ที่ทรงเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ เช่น รัฐบาลมีความประสงค์จะถวายเครื่องบินเป็นพิเศษเพื่อจัดเป็นราชพาหนะโดยเฉพาะไม่ให้ผู้อื่นมาร่วมใช้ ก็ทรงปฏิเสธไม่ยอมรับ เพราะทรงเห็นว่าปัจจุบันบ้านเมืองยังต้องการที่จะใช้เงินงบประมาณไปในทางที่เป็นประโยชน์แก่อาณาประชาราษฎรเป็นอันมากในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำอยู่นี้
ทั้งหมดนั้นเป็นทศพิธราชธรรมที่ได้ทรงปฏิบัติมาโดยครบถ้วนตรงกับพระราชปณิธาน และพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”