อัพเดทในอนาคต และ comworld
สวัสดีครับ หายงวดนี้ไปนานเลย งานเยอะมากๆ และหา solution ใหม่ๆในการให้สังคมนี้เติมโตไปด้วย ความคิดเห็นของทุกๆคน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบโหวต หรือ แนวทางอื่นๆในอนาคต ซึ่งตรงนี้จะแก้ไขปัญหา link ที่โพสข้อมูลเป็นเท็จ เว็บที่ทำเพื่อ adsense อย่างเดียว(เข้าไปเจอ spam keyword เพียบ จะเอาแต่ pagerank) ซึ่งวัตถุประสงค์อาจจะคลาดเคลื่อนกับพวกเราทุกคน ซึ่งตรงนี้จะให้ user เข้ามาช่วยควบคุมและดูแล content ที่พวกเราต้องการ จะได้เป็น 2.0 อย่างเต็มขั้น ยังมี feature ใหม่ๆอีก ไม่ว่าจะเป็นแบ่งแยก link ที่ดังแล้ว กับ link มาใหม่ออกจากกัน และ ที่จะแก้ปัญหาเรื่องการโพส link ซ้ำกัน ให้มีประสิทธิภาพพร้อมกับแสดง link ที่เกี่ยวข้องได้ด้วย พัฒนาอยู่กำลังจะเสร็จครับ
อีกข่าวนึงก็คือ zickr.com งวดนี้เราจะไป comworld ด้วยอัพเดทอะไรยังไงแล้วจะรีบแจ้งพวกเราอีกครั้งนึง คิดถึงอยากมีตติ้งจะแย่แล้ว (มีหลายๆคนเมลล์มาบอกว่าจัดสักหน่อยเถิด... ทุกคนว่าไงกันบ้างครับ) | June 24


“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นมงคลของฉัตร, เป็นมงคลของราชบัลลังก์ นั่นก็คือทรงเป็นมงคลของประเทศชาติและเป็นมงคลของคนไทยทุกคน” (สมเด็จพระญาณสังวร, ๒๕๓๐)
ทรงยึดวัฒนธรรมทางจิตในหลักแห่ง “ความพอดี” ความพอเพียง ในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ และพระราชภารกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและบ้านเมือง
“ด้านศาสน์ก็ทรงพระอุปถัมภ์ กิจนำกุศลถึง
ทุกแหล่งแสดงกรุณย์ตรึง จิตห่วง ณ ปวงชน”
(วรรณคดีสรรพจิตุ ๒๕๓๑)
ครั้งเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯขึ้นเสวยสิริราชสมบัติ ในขณะที่มีพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกนั้น ได้เสด็จฯขึ้นประทับพระที่นั่งภัทรบิฐ และได้มีพระปฐมบรมราชโองการต่อผู้ชุมนุมเฝ้าฯ ณ ที่นั้นว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” พระบรมราชโองการในรัชกาลนี้ เรียกได้ว่าเป็นสัญญาประชาคม หมายความว่าพระองค์ทรงมีความสมบูรณ์ด้วยทศพิธราชธรรม ๑๐ ข้อประจำพระองค์ดังนี้
ข้อที่หนึ่ง ทานํ (การให้) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อเกื้อกูลบุคคลเป็นจำนวนมาก และองค์การต่างๆ ที่เป็นการกุศล นอกจากพระราชทานพระราชทรัพย์แล้วยังพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคตลอดจนเหรียญตราและอื่นๆ ให้แก่ผู้ที่รับราชการและผู้ที่ปฏิบัติเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ นอกจากนั้นก็พระราชทานจตุปัจจัยไทยธรรมให้แก่บรรพชิต ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจในพระศาสนาเป็นเนืองนิตย์
ข้อที่สอง สีลํ (การรักษาศีล) ได้ทรงประพฤติอยู่ในศีลที่ทั้งในทางธรรมตามพระศาสนาและศีลของพระมหากษัตริย์ กล่าวคือ ได้ทรงประพฤติปฏิบัติในทางพระราชจริยา ทางพระวรกาย และทางพระวาจาให้เป็นที่สะอาดงดงามถูกต้องตามขัตติยประเพณีอยู่เป็นนิจ ไม่เคยบกพร่องแต่อย่างใดทั้งสิ้น นอกจากนี้พระองค์ยังทรงดำรงอยู่ในฐานะรักษาธรรมอีกประการหนึ่งด้วย เช่น ทรงบำเพ็ญธรรม
ข้อที่สาม ปริจาคํ (การบริจาค) การเสียสละอย่างอื่น เช่น วัตถุ และการเสียสละทางจิตใจ เช่น สละความโลภ ความโกรธ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติมาโดยตลอด จนกระทั่งปัจจุบันมีพระชนมายุ ๗๔ พระพรรษา (พระองค์ทรงประสูตปีเถาะ วันจันทร์ ๕ ธันวาคม ๒๔๗๐)
ข้อที่สี่ อาชชวํ (ความซื่อตรง) จะเห็นได้ชัดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชอัธยาศัยที่ซื่อตรงต่อประชาชน และต่อหลักการแห่งประชาธิปไตยตลอดมา ทรงประกอบพระราชกรณียกิจทุกอย่าง และทรงดำรงในความสัตย์สุจริตต่อรัฐบาลต่อประชาชนของพระองค์ ตลอดจนประเทศต่างๆ ที่เป็นมิตรต่อประเทศไทย
ข้อที่ห้า มัททวํ (ความอ่อนโยน) นั้นปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชอัธยาศัยอ่อนโยนต่อชนทุกชั้น ไม่เคยถือพระองค์ ไม่ว่าจะทรงมีพระราชปฏิสันถารต่อผู้ใดก็มีพระราชปฏิสันถารตามควรแก่ฐานะของผู้นั้น ทรงมีสัมมาคารวะอ่อนน้อมต่อผู้ที่เจริญด้วยวัยวุฒิ หรือแก่สมณะชีพราหมณ์ และทรงมีความอ่อนโยนต่อประชาชนของพระองค์ทุกชั้นโดยไม่เลือกหน้า
ข้อที่หก ตปํ (เพียรกล้า) นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะทำหน้าที่ต่างๆ และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ ด้วยอุตสาหะ วิริยภาพและให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปโดยที่มิได้ละเลยเป็นอันขาด คำว่าตปะ แปลว่าการเผากิเลสหรือการเผาความเกียจคร้าน เผาความสุข ความสบายส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ข้อที่เจ็ด อโกธํ (ความไม่โกรธ) ในเรื่องนี้ชาวไทยทั้งหลายทราบกันดีว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชนทุกชั้นเสมอกัน และไม่เคยปรากฏว่าได้เคยทรงกริ้วโกรธผู้ใดให้เป็นที่เดือดร้อน ทั้งนี้แสดงให้เห็นชัดว่าพระองค์ทรงตั้งอยู่ในธรรมะในข้อ อโกธํ คือความไม่โกรธ
ข้อที่แปด อวิหิงสา (การไม่เบียดเบียน) ไม่เคยปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เคยทรงเบียดเบียนผู้ใดให้เดือดร้อน หรือทรงก่อทุกข์ให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดเดือดร้อน ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นราชวงศานุวงศ์หรือข้าราชการ ตลอดจนอาณาประชาราษฎร ตรงกันข้ามกลับทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อคนทั้งปวงโดยสม่ำเสมอตลอดมา
ข้อที่เก้า ขันติ (ความอดทน) หรือความอดกลั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีขันติธรรมเป็นอย่างยอดเยี่ยมหาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ เหตุการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมาปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงอดทนต่อบุคล ต่อสถานการณ์ และต่อความผันผวนต่างๆ มาได้โดยตลอด
ข้อที่สิบ อวิโรธนํ (ไม่ทำผิด) เป็นที่ทราบชัดกันอยู่ทั่วไปว่า ไม่เคยทรงประพฤติผิดจากพระจริยานุวัตรของพระมหากษัตริย์แต่อย่างไรเลย ทั้งทรงปฏิเสธลาภต่างๆ ที่ทรงเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ เช่น รัฐบาลมีความประสงค์จะถวายเครื่องบินเป็นพิเศษเพื่อจัดเป็นราชพาหนะโดยเฉพาะไม่ให้ผู้อื่นมาร่วมใช้ ก็ทรงปฏิเสธไม่ยอมรับ เพราะทรงเห็นว่าปัจจุบันบ้านเมืองยังต้องการที่จะใช้เงินงบประมาณไปในทางที่เป็นประโยชน์แก่อาณาประชาราษฎรเป็นอันมากในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำอยู่นี้
ทั้งหมดนั้นเป็นทศพิธราชธรรมที่ได้ทรงปฏิบัติมาโดยครบถ้วนตรงกับพระราชปณิธาน และพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”