ดื่มน้ำผลไม้เป็นประจำ ใช่จะดี เสี่ยงอ้วน
เตือนดื่มน้ำผลไม้คั้น อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งทะยาน เสี่ยงอ้วน และอาจนำพาโรคเบาหวานมาให้สำหรับบางคน
งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า น้ำผลไม้ที่หลายคนมองว่าเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสมและมีประโยชน์ต่อสุขภาพสำหรับการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ กลับเสี่ยงอ้วน และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นเบาหวาน
ในทางกลับกัน หากกินผลไม้ทั้งน้ำทั้งเนื้อ จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานได้
ผลไม้สดควรกินทั้งผล คือกินทั้งเนื้อและน้ำ เพราะเนื้อคือกากใยอาหาร และน้ำผลไม้คือส่วนที่เอากากใยอาหารออกแล้ว เท่ากับนำเอาส่วนที่มีคุณค่าทางโภชนาการทิ้งไป ทั้งนี้ น้ำผลไม้ตามธรรมชาติจะมีปริมาณน้ำตาลสูงมากหรือน้อยแล้วแต่ชนิด ดังนั้นหากดื่มมากเกินอาจทำให้เกิดโรคอ้วนได้
น้ำผลไม้เกือบทั้งหมดที่วางจำหน่ายเป็น น้ำผลไม้ปรุงแต่ง ซึ่งล้วนมีการเติมน้ำตาล สารปรุงแต่งรส และวัตถุกันเสีย ทำให้สูญเสียคุณค่าทางโภชนาการของผลไม้
นักวิจัยจากฮาร์วาร์ด เมดิคัล สกูล สหรัฐฯ เชื่อว่าสาเหตุอาจมาจากการที่น้ำผลไม้ไม่มีไฟเบอร์ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งขึ้น
นักวิจัยค้นหาความเชื่อมโยงระหว่างโรคเบาหวานประเภท 2 กับน้ำผลไม้ ด้วยการติดตามผลสุขภาพและพฤติกรรมของพยาบาลกว่า 70,000 คนในช่วงเวลา 18 ปี
สิ่งที่พบคือ พยาบาลที่กินผลไม้สามมื้อต่อวัน มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานลดลง 18% ขณะที่พยาบาลที่ดื่มน้ำแอปเปิลเดือนละ 3 แก้วกลับมีความเสี่ยงโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับคนที่ดื่มน้ำแอปเปิลเดือนละไม่ถึงหนึ่งแก้ว
รายงานที่อยู่ในวารสารไดอะบีตส์ แคร์ยังระบุว่า การดื่มน้ำส้มวันละแก้วเพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวานถึง 24%
นักวิจัยกล่าวว่า การค้นพบว่าน้ำผลไม้มีส่วนเกี่ยวพันกับความเสี่ยงโรคเบาหวาน บ่งชี้ว่าผู้ที่ต้องการรักษาสุขภาพควรเปลี่ยนไปดื่มเครื่องดื่มชนิดอื่นแทนน้ำผลไม้ รวมถึงควรยกเลิกคำแนะนำที่ว่า การดื่มน้ำผลไม้ได้ประโยชน์เหมือนการกินผลไม้จริง
การทานยากับน้ำผลไม้
การทานยาร่วมกับน้ำผลไม้อาจก่อให้เกิดผลที่เป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะเวลาที่ร่างกายอยู่ในภาวะที่ไม่สมดุลย์ เนื่องจากน้ำผลไม้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบร่างกายที่จะทำให้ประสิทธิภาพของยาหมดไป ก่อนที่ยานั้นจะซึมเข้าสู่กระแสเลือด น้ำผลไม้ยังต่อต้านการดูดซึมของยาที่ใช้รักษามะเร็ง ความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว และโรคภูมิแพ้ต่างๆ รวมถึงยาที่ใช้ในการปลูกถ่ายอวัยวะใหม่ ทำให้ผู้ป่วยต้องได้รับปริมาณยาในการรักษามากขึ้น
นอกจากน้ำผลไม้แล้วยังเคยได้อ่านพบอีกว่า การทานยากับน้ำอุ่นจะทำให้ยาแตกตัวเร็วกว่ากำหนดและไปมีปฏิกิริยาในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง การทานยากับน้ำอัดลมซึ่งเย็นจัดจะทำให้เอ็นไซม์เจือจางและการทำงานในระบบย่อยอาหารผิดปกติเนื่องจาก เอ็นไซม์ย่อยอาหารจะทำงานได้ดีที่อุณหภูมิ 37 องศา มีผลให้การแตกตัวและการดูดซึมของยาไม่ได้ตามที่ต้องการ อีกทั้งในน้ำอัดลมยังมีกรดคาร์บอนิค สีผสมอาหาร สารเคมีอื่นๆ และอัดลมซึ่งก็คือแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์อีก
ข้อแนะนำให้ผู้ที่ต้องทานยาว่า ไม่ควรทานกับน้ำผลไม้ แต่ควรทานยากับน้ำเปล่าที่ไม่เย็นหรือร้อนเกินไปจึงจะเกิดประโยชน์ที่สุด
ที่มา : ไทยซ่าส์ ดอทคอม
|