วันแรกกับ Barcamp Bangkok
สวัสดีครับทุกท่านวันนี้ผมก็ตื่นออกจากบ้านรีบไปงาน Barcamp เก็บเอารายละเอียด (รูปไม่มี) มาฝากกับทุกๆท่านนะครับ โดยวันนี้ผมเข้า Session ต่างๆดังนี้เลยครับ
11:00 - Lighting Session Talk
11:30 - How to manage web project
12:00 - สงครามกลยุทธ์จีน (อะไรซักอย่าง)
12:30 - Mashup Application
14:00 - Web 2.0 strategic and market (ผมจำตัวเต็มไม่ได้)
14:30 - How to get VC for Thai IT Company
15:00 - Testing Complex Web Application
16:00 - E-commerce 2.5
16:30 - เกร็ดเล็ดเกร็ดน้อยในการเริ่มต้นบริษัทขนาดเล็ก
17:00 - Continuous integration
17:30 - How to date with Japanese girl
พรุ่งนี้ยังมีอีกวันแต่วันนี้พูดเรื่องพวกนี้ที่ผมได้ฟังมาจาก Barcamp นะครับผมค่อนข้างประทับใจกับหัวข้อต่างๆที่ได้ฟังแต่ผมก็เสียอารมณ์นิดหน่อยกับการที่เวลาดูเหมือนเร่งรีบซะเหลือเกินอย่างบางหัวข้อ กำลังฟังได้ feel ก็ต้องรีบๆจบเพราะเวลากระชันชิด งั้นผมจะเล่าใ้ห้ฟังเท่าที่ผมจับใจความได้ละกันนะครับ มาเริ่มกันเลย
Lighting Session Talk
ในส่วน Session นี้จะเป็นหัวข้อย่อยๆโดยใหู้พูดคนละ 5 นาที (อันนี้ตรงเวลาเปะๆแต่ดันเริ่ม late ไปอันนี้เวลา 5 นาทีก็เปะๆ) โดย
คุณ @sugree ก็มาพูดเรื่องว่าด้วยการรวมเงิน โดยยกตัวอย่าง APC2008 ที่ผ่านไปไม่นานโดยขอเงินบริจาคให้ ผู้ที่ชนะการประกวด โดยขอเป็นจำนวนเท่าไรผมจำไม่ได้ แต่คุณ @sugree บอกว่าได้ 10k บาทภายใน 5 วันแล้วโดยสรุปเขากำลังจะทำโปรเจค Web ระดมเงินทุนบริจาึคเพื่อช่วยเหลือโครงการต่างๆ โดยตอนนี้ชื่อยังคิดไม่ออกตอนนี้เลยใช้ BSOD ย่อมาจาก Blognone , Sugree , … , Duocore ประมาณนี้ครับ
คนต่อมาครับผมจำชื่อไม่ได้แต่เขาบอกว่าเป็น Joomla Expert โดยเนื้อหาไม่ได้มีอะไรเป็นการแนะนำ Joomla โดยทั่วไปครับ ผมเลยบอกว่า Joomla มี Component ให้เลือกใช้มากกว่า 2,000 ตัว Joomla มีการ Fix bug อันรวดเร็วและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง Joomla สามารถทำเป็นเว็บต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็น E-Commerce , Blog , Portal และอื่นๆึครับ โดยรวมก็แค่นี้ละครับ
Anthony Bouch (น่าจะชื่อนี้นะครับดูจาก blog เขา) โดยคนนี้มาพูดเรื่อง NAnt , WiX และทำอย่างไรที่จะสร้าง utility library อย่างรวดเร็ว โดยเจ้า NAnt คล้าย Ant ของ Java เลยครับส่วนเจ้า WiX เนี้ยเป็นการสร้าง Installation Package ด้วย XML ดังนั้นพอเจ้าสองอันนี้มาผสมกันมันก็คือ “การ Build and Deploy project แบบ automate” เออแต่ขอโทษครับ Ant Java ใช้แต่ ant ตัวเดียวก็ทำได้ครับ (แต่เจ้า 2 ตัวนี้มันแยกการทำดังนั้นมันจะ edit แก้ไขและสร้างเป็นส่วนๆได้ง่ายกว่ามั้งครับ)
อันนี้ผมฟังจบแค่คุณ Anthony Bouch แล้วก็ออกมาเลยจริงๆมีคนพูดต่อแต่ผมอยากไปฟัง How to mange Web Project
How to mange Web Project 
โดยหัวข้อมนี้จริงๆแล้ว ผมก็เรียนรู้มาเยอะพอสมควรแต่อยากจะเข้าไปฟังเพื่อตอกย้ำแล้วหาแนวคิดใหม่ๆ โดยคุณ DarkWingGundam พูดได้ดีมากๆเลยครับ โดยมีการเอา Process มาโชว์และอธิบายอย่างละเอียด โดยผมขอพูดแบบสรุปกันครับ โดยหัวข้อนี้ก็เหมือนสาย Software Process เลยครับแต่อันนี้เป็น Process ที่เขาใช้จริง โดยเริ่มแรกเขาจะต้องมี
TOR หรือ Terms Of Reference หรือข้อตกลงนั้นเอง โดย TOR นั้นสิ่งที่จะต้องทำในส่วนนี้คือ “จุดประสงค์ของลูกค้า” , “รายละเอียดอย่างคร่าวๆของเว็บที่เราจะทำ” , ” ถามคำถามลูกค้าโดยมีเทคนิคว่าอย่าถามคำถามปลายเปิดให้ลูกค้าฟุ้งซ่าน” , “ตบ Requirement ให้นิ่ง” โดยจริงๆแล้ว Phrase นี้นั้นไม่ต่างอะไรกับ Phrase Requirement ของ SDLC ครับ
Structure Design โดยส่วนนี้จะเปรียบได้กับ Phrase Design โดยอยู่ในเรื่อง Detail Design โดยเขาพูดถึงปัญหาที่เราจะต้องทำให้ได้และหาให้เจอใน Phrase นี้คือ “ลงรายละเอียดจุกจิกให้ครบ” (จริงๆไม่ต้องครบ 100% เพียงแต่ต้อง 80-90% และต้องไม่พลาดหัวข้อหลักๆ) โดยเขาบอกว่าถ้าลงรายละเอียดไม่ดีพอ “จะงานเข้าในภายหลัง” ครับ โดยสิ่งที่เราควรคำนึ่งถึงก็ึคือฝั่งที่เป็น “คนเข้า” และฝั่งที่เป็น “คนทำ” โดยต้องตอบ Design สิ่งที่เรียกว่า Sitemap สำหรับคนเข้า และระบบสำหรับคนทำด้วย โดย Sitemap เขาให้คำแนะนำว่าทำด้วย Mindmap ก็ได้
Graphic Design คือ Phrase ถัดมาที่เขาบอกแต่จริงๆมันก็ยังอยู่ใน Phrase ของ Design โดยปกติ Designer เขาอาจจะีมีจิตนาการในหัวซึ่งเราไม่สามารถเข้าใจได้ บางครั้งในงานใหญ่ๆเราควรจะให้ Designer ไปคุยกับ User เรื่อง UI โดยตรงโดยไปเก็บ Requirement เกี่ยวกับ UI เองจะได้ไม่ผิดพลาด โดยใน Phrase ทุกๆ Phrase ที่ผ่านมานั้นต้องมีการ “เซ็นสัญญา” ทั้ง 3 Phrase เพื่อแน่ใจว่าเขาจะเอาแบบนี้จริงๆนะ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงต้องขอเงิน / เวลาเพิ่มนะ
โดยที่เหลือก็เป็นพวก Infrastructure ต่างๆที่เขาใช้ Process นี้กับการพัฒนาโดยมีพื้นฐานจาก Joomla โดยเขาแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักๆคือ Data , Theme , Component แล้วสุดท้ายเมื่อทำเสร็จก็ให้คน Review ถ้าไม่ผ่านก็กลับมาทำใหม่ตรง Infrastructure ถ้าผ่านก็ย้ายไปเป็น Production ได้เลย โดยเขามีเทคนิคนิดหนึ่ง คือเราต้องทำให้เสร็จภายใน 70% ของเวลาที่เขาให้มา เพราะลูกค้ามักเปลี่ยนจุกจิกบ้างอย่าง ถ้าเราเอาไปให้เขาตอนหมดเวลาสุดท้ายก็ทำให้ Project ยืดเยื้อไปอีก ดังนั้นควรทำให้เสร็จภายใน 70% ของเวลาทั้งหมดที่เหลือจะได้นำมา แก้ไข้ในจุดเล็กๆน้อยให้เสร็จทันเวลา
สงครามกลยุทธ์จีน 
เขามาใน Section นี้แบบ งงๆไม่รู้จะไปไหนดีอันนี้หัวข้อแปลกๆ เลยเอาน่าเขาไปดูเพราะหัวข้ออื่น ไม่รู้จะไปฟังอะไรดีสำหรับผมนะ T-T จริงมีน่าสนใจเยอะ พอเขามาผมก็ประหลาดใจกับเจ้าของหัวข้อที่พูดได้แบบดูตื่นเต้น เร้าใจดีครับ เล่าเรื่องราวได้มันไปอีกแบบ แต่พูดเร็วในบางครั้งจับใจความไม่ทัน โดยเขาก็พูดถึง กลยุทธ์แล้วก็มาแม๊ปกับเรื่องธุรกิจ โดยผมจับใจความได้ดังนี้ครับ (ผมไม่เก่งเรื่องคำศัพท์เทคนิค แต่ก็มีการถกประเด็นนี้ขึ้นมา ซึ่งผมไม่สนใจแต่ฟังแนวคิดแล้วมันเยี่ยม)
- คนเก่งไม่พอต้องมี Connection
- การเปลี่ยนศัตรูเป็นมิตรหรือการยอมเป็นมิตรแล้ว ค่อยหาหนทางในการครอบงำทีหลัง เป็นการสู้ที่ทำให้เราอยู่รอด มากกว่าการสู้กัน ในสมัยยุคแมนจู โดยเขายกตัวอย่างจีนกับ โรมัน
- การเปิดให้คนได้ทำในสิ่งที่ต้องการและจับคนเก่งๆในด้านต่างๆมาอยู่ด้วยกันจะทำให้คนแต่ละกลุ่มเก่งขึ้นไปอีก
- การจะขายของอย่าคิดว่ารู้จักกับฝ่ายบริหารแล้วเขาจะซื้อสินค้าเรา ให้เขาทางฝ่ายจัดซื้อเพราะฝ่ายจัดซื้อเป็นผู้รับอนุมัติการซื้อของ ดังนั้นถ้าเราคุยกับฝ่ายบริหารแล้วต้องไปคุยต่อกับฝ่ายจัดซื้อ เพื่อที่จะได้รู้ความต้องการของเขา เขาจะได้อนุมัติการซื้อให้เราได้ง่ายๆ ไงครับ
- ระบบที่ดีทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น (จริงอย่างแรง)
- สร้างทีมที่ดี จะสร้างแรงจูงใจและการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ปฎิหารเกิดขึ้นทุกวัน อย่าสิ้นหวัง
- การพักผ่อนเพื่อให้ิจิตใจฟื้นฟู
- การจะประสบความสำเร็จจะต้องมีทั้งกลยุทธ์ระยะยาว และระยะสั้น โดยระยะยาวคือจุดหมาย ส่วนระยะสั้นทำให้เราอยู่รอด
สรุปคือกลยุทธ์ที่จะประสบความสำเร็จ โดยผมเชื่อว่า “ระบบดีงานจะดีตาม” แต่ความเป็นจริงคือ “ระบบที่ดีหาคนทำตามได้ยาก” ดังนั้นสร้างทีมที่ดีเลยยาก แต่ถ้าทำได้แล้วจะเหมือน “ติดจรวดกันเลย”
Mashup Application 
โดยหัวข้อนี้ถือว่าเป็นหัวข้อที่ให้ความรู้ผมมากที่สุดในบรรดาทุก Session Barcamp ในวันนี้ โดยเจ้า Mashup ที่เขาพูดถึงเนี้ยเขาแบ่งเป็น 3 แบบตาม Wikipedia คือ Consumer Mashups , Data Mashups , Business Mashups โดยต้องขอบอกว่าเจ้าคำว่า Mashups เนี้ยเป็นคำรวมๆโดยถ้าคือ “ผสมเข้าด้วยกัน” โดยผมก็สงสัยเรื่องทำไมพวก Digg.com , Zickr.com ถึงเป็น Mashup สรุปผมก็ได้คำตอบก็คือ Mashup คือ “นำสิ่งมารวมกัน” ดังนั้นเจ้า Digg.com หรือ Zickr.com นั้นมันคือคนเอาข่าวสารมารวมกันมันเลยเป็น Mashup ดังนั้น Mashup ไม่จำเป็นต้องเป็น การนำ API , Web Service , Widget เพื่อทำให้เกิดสิ่งใหม่เท่านั้น
มันยังหมายถึงสิ่งที่นำเรื่องต่างๆผสมเข้าด้วยกันด้วย โดยประโยชน์ของ Mashup ก็คือ
- การรวมข้อมูล
- การเพิ่ม Features ต่างๆ
- เพิ่ม Usability (พวก Widget)
- ทำให้เกิดความแปลกใหม่ โดยออกแรงน้อย
โดยเขาแยกหมวดของ Mashup เป็น 3 หมวดใหญ่ๆคือ Web , Desktop และ Mobile โดยแบ่งเป็นดังนี้ครับ
Web คือพวก Portal , Portlet , Web Aggregator
Desktop คือพวก Widget , RIA
Mobile คือพวก Symbian , Blackberry , Android , iPhone , JavaFX
โดยยกตัวอย่างเว็บไซค์อย่าง MixMasterTube concept ง่ายๆคือสร้าง playlist ของ youtube ขึ้นมาได้ง่ายๆแล้วก็สนับสนุนการ Mix สำหรับงานบันเทิงต่างๆ ก็มีการใช้ Mashup จาก YouTube API ส่วนเรื่องที่พูดต่อมาคือ Mashup กับ SOA เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอีัยดมากซึ่ง ผมคิดว่าคุณ @bunthidj ยังพูดคร่าวๆ ไว้ผมต้องลองศึกษาเพิ่ม โดยเขาพูดถึงการทำให้ทางด้าน Enterprise เนี้ยทำงานกับ Mashup แล้วทำให้เกิด production ใหม่โดยใช้ web service เป็นตัวเชื่อมการทำงาน
วิธีคิดทำให้เกิดสิ่งใหม่ด้วย Mashup
ต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า
- WTF สิ่งที่ต้องทำใหม่คืออะไร เช่น อยาทำ hi5 ให้มี vote Miss Hi5 Universe
- New Concept ใส่ความคิดเพิ่มเข้าไป
- Does it need? มันเป็นสิ่งที่ต้องการหรือไม่
- Data Source หาแหล่งข้อมูลที่จะทำให้เกิดสิ่งใหม่
- Performance & Scalable โดยเรื่องนี้คือสิ่งที่เราจะทำแล้วจัดหามาทำเนี้ยมันเร็วไหม แล้วก็วัดความเสถียรได้ไหม รับจำนวนมากได้ไหม แล้วโดยให้เทคนิคมานิดหนึ่งคือเราจะให้ Client เป็นคนเก็บอะไรบางอย่างแทน Server เพื่อเพิ่มความเร็วแต่อย่าลืมเวลามีอะไรเปลี่ยนแปลงที อาจจะต้องคอย update Client ทุกคน ส่วนเก็บที่ Server Client ก็อาจจะโหลดช้าหน่อยแต่อย่างน้อยก็ update สดใหม่เสมอ
- User Acceptance Test ให้ยูเซอร์ยอมรับ ถ้าไม่ก็กลับไปเริ่มกันใหม่ที่ WTF
มาต่อกันด้วย Tools ที่ใช้ในการทำงาน Mashup คือ
- Dapper.net เป็น web ที่เปลี่ยน data ไปเป็น data แบบต่างๆไม่ว่าจะเป็น XML , YAML , RSS , CSV , JSON , Netvibes Module ต่างๆมากมาย ซึ่งสะดวกในการนำไปใช้อย่างมากครับ
- Yahoo Pipes เป็นการนำบริการต่างๆมาต่อกันให้เกิด สิ่งใหม่ด้วย Technology Web Service , RSS ATOM โดยตอนนี้รับอะไรต่างๆที่เป็น XML ได้เท่านั้นพวก RESTful ยังอดอยู่
- QED Wiki รายละเอียดตัวนี้ผมยังไม่เข้าใจ แต่บอกว่าใช้ในเชิง Business
- Popfly คล้ายๆ Yahoo Pipes แต่เป็นของ Microsoft มีปัญหาใน Linux (เพราะมันต้องใช้ Silverlight)
เครื่องมือที่ใช้ในความเป็นจริงในการทำ Mashup
- Google App Engine (ให้เราได้ลองผิดลองถูกมากมาย โดยไม่เสียเงิน แต่ผมเขียน python มะเป็น)
- Python / Ruby / PHP (เสริมเอง)
- Javascript
- Adobe AIR / Silverlight
- JavaFX
โดยมีของคนไทยที่เป็น Mashup ก็คือ Siam Earth , Zickr , Lullar (เว็บนี้ดีครับ) , SedThink (มีของที่เป็น Mashup ครับ App เขาดีจริง โดยความตั้งใจคือจะทำให้มันเป็น Virtual OS) โดยการที่เรานำ Mashup ของใครมาใช้ก็พยายามให้ credit เขาด้วยนะครับ โดยบนสรุปสุดท้ายที่ผมลืมบอกก็คือมันจะ Scalibility ได้อย่างไร ? โดยคำตอบก็คือการใช้ Proxy เข้าช่วยเพื่อช่วยให้มัน Scalibility ได้มากขึ้น โดยท้ายนี้ขอลงท้ายด้วย Thailand Mashup วันที่ 8 พฤศจิกายน 2008 อย่าลืมไปกันนะครับ
Web 2.0 strategic and market 
ผมเข้ามาตอนเริ่มไม่ทันมั่วแต่เลือกว่าจะเข้าห้องอะไรดี พอเข้ามาก็พูดถึงมุมมองของ GeekGuy กับ Businessman โดยฝั่ง Geek มองในมุม Innovation มากกว่าส่วน Business มองในมุมการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าและการเกิดรายได้ โดยคุณ MacroArt ได้เสนอว่า Product ที่เกิดมาทั้งหมดมีแค่บางส่วนที่เข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมาก โดยพี่อภิศิลป์แนะนำว่าถ้าอยากทำ Web 2.0 ให้ตีตลาดนั้นควรทำดังนี้
- ทำ Localization เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนในแต่ละประเทศ
- ทำให้สำหรับ community บางกลุ่มโดยเฉพาะ
- ทำในหมวดหมู่ที่แตกต่าง (จากที่มีอยู่)
ทำสินค้าที่แตกต่างได้อย่างไร ?
- ต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว เช่น ใช้ API
- Mashup
- นำของเดิมมาใส่ Concept ใหม่ เช่นใช้ Pligg เฉพาะทางเรื่องดนตรี
- Innovation
ต่อยอดสิ่งที่มีอยู่แล้ว
โดยตัวอย่างก็เห็นภาพครับ เช่น นำ api hi5 มาทำต่อเพื่ออาจจะทำ Voting System เพื่อค้นหา Hi5 Universe หรือจะทำ Collaborative filtering หรือถ้าคุณชอบคนนี้ “คนนี้คุณก็น่าจะชอบด้วย”
Mashup
คือการนำของที่มีอยู่แล้วมาผสมกันทำให้เกิดสิ่งใหม่ โดยในตัวอย่างนี้ ก็มีเว็บชื่อ DudeWheresMyUsedCar โดยได้นำ Ebay motor มาผสมกับ Google Map ทำให้เกิดสิ่งใหม่แบบนี้ เป็นต้น
นำของเดิมใส่ Concept ใหม่
นำสิ่งเดิมๆมาเสนอในรูปแบบใหม่ๆ โดยพี่อภิศิลป์ ได้เอา Diary60.com มาโชว์ว่าเป็นการทำ Diary โดยใช้ Podcast แล้วมี concept ที่ว่าเขาจะพูดชีวิตใน 1 วันย่อให้ฟังเหลือเพียง 1 นาที เป็นการใช้ของเดิมๆแต่ concept ใหม่ซึ่งทำให้เกิดความน่าสนใจมากขึ้นครับ
ส่วนเรื่อง Innovation หมดเวลาซะก่อนพี่อภิศิลป์ ก็บอกว่าติดตามต่อได้ใน Macroart’s Blog ครับ
How to get Venture Capital for Thai IT Company
โดยเรื่องนี้ผมขอสรุปเลยละกันครับ โดยอย่างแรกการหาคนลงทุนให้เราแบบเต็มๆนั้นยาก แล้วการสนับสนุนที่ขอแล้วได้จะเป็นเพียงหลักแสน ไม่ถึงหลักล้านโดยโอกาสที่จะได้เนี้ยต้องมีอย่างใดอย่างหนึ่งคือ สินค้าดี , นวัตกรรมใหม่ หรือมีทีมที่ดี โดยบริษัทที่เขาเคยเข้าไปพูดคุยแล้วเขาช่วยจริงๆและขอเสนอที่รับได้คือ
NIA - National Innovation Agency มีทั้งให้ยืมและิให้ฟรีโดยให้ยืมแบบดอกเบี้ย 0%
SPT - Software Park Thailand เป็นแหล่งเงินทุนและช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้ด้วย
โดยการที่เราเข้าไปหา VC เนี้ยนอกจากเรื่องเงินเนี้ย เราจะได้ Blue Money หรือพวก connection หรืออะไรต่างๆที่ทำให้เกิดการมีเงิน โดยหัวข้อนี้สรุปๆได้เพียงเท่านี้ โดยอื่นๆก็คือนอกจาก VC เนี้ยหาจะหาเงินจากทางไหนได้บาง โดยส่วนใหญ่ก็หาจาก Connection เนี้ยและ (ในเมืองไทยนะ) เพราะเราไม่มี Angel Investor จริงๆนี้น่า
Testing Complex Web Application (Discussion)
ในงานนี้มีแต่ฝรั่งคุยกันเราคนไทย ก็ไม่รู้จะคุยอะไร 555+ โดยเรื่องของเรื่องก็คือ เขาแนะนำว่าการ Test เนี้ยควรจะใส่ Mockup Data ที่มันประหลาดกว่าการใส่ผ่าน Form โดย Django สามารถใช้ Selenium ช่วยในเรื่อง test ได้โดยคุณผู้หญิง ก็เริ่ม discuss เรื่องปัญหาที่เกิดขึ้น (ซึ่งมันชักไม่ใช่เรื่อง test แต่เป็นเรื่องของ app ที่ผูกกันจนทำให้ test เสียเวลาจำนวนมาก และมีข้อผิดพลาดได้ง่ายเวลาเกิดการเปลี่ยนแปลง) โดยเขาบอกว่าการใส่ Timestamp เข้าไปใน database จะช่วยเรื่องในการทำ Test ได้ดีเพราะเราจะรู้ว่า data ตัวนี้เกิดขึ้นเมื่อไรแล้วมีการเปลี่ยนแปลงล่าสุดเมื่อไร (เหมือนที่ Rails ทำให้เอง)
คุณผู้หญิงปัญหาของเขาก็คือ app มันผูกกันจนทำให้เธอเสียเวลาทุกๆครั้งแม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบเพียงเล็กน้อย เพราะมักจะเกิด bug ตลอดเวลาแก้ไข้ทำให้เธอต้องเสียเวลา run test ทุกๆครั้งเป็นเวลา 20 นาทีต่อครั้ง (แล้วคิดดูทำกันทีกี่ครั้งต่อวัน) ตอนแรกพูดไปก็ยกเรื่อง Scope of Test (หรือขอบเขตที่เราจะ test) และ User Story เพื่อแก้ไข้ปัญหา แต่คุณผู้หญิงก็อธิบายเพิ่มว่ามัน dependency กันมากทำให้เธอต้องทำ test ในทุกๆส่วน โดยสรุปแล้วปัญหามันอยู่ที่ app ไม่อำนวยเพราะ Design ไม่ดีพอที่จะทำเป็น functional test หรือ unit test บางส่วนแล้วทำให้ไม่เกิด bug ได้
โดยเขาแนะนำ tool ที่ช่วยในการ test คือ Selenium IDE และ Twill แต่สิ่งปัญหาต่อมาที่เขาถามว่า test ยังไงคือ javascript และ ajax โดยผมสรุปแล้วก็คือ เขาก็บอกว่าถ้ามีคน tools ที่สามารถ test ajax ได้จะทำให้คุณเป็นมหาเศรษฐีเลยทีเดียว (เพราะมันทำได้ยาก เพราะไหนจะต้อง test javascript framework ได้ด้วย) โดยก็จบแบบ งงๆเนี้ยและครับ
E-Commerce 2.5
โดยเรื่องของ E-commerce เรื่องนี้ผมขอใส่ idea ตัวเองเสริมเขาไปละกันครับ เพราะสิ่งที่ได้ฟังมาผมจดไม่ทัน ผมรอ slide พี่ Pawoot แล้วจะมาทำความเข้าใจอีกที โดยยุค E-commerce 2.0 คือการปล่อยให้คนสร้าง community ของตัวเองได้ , มีการให้ feedback , มีการใช้ tag สำหรับสินค้า (อันนี้คือสิ่งที่เสนอ idea กันว่ามันควรมีอะไรบ้าง) โดยเขาพูดว่าการที่มันจะเป็น E-Commerce 2.0 ประกอบด้วยส่วนหลักๆดังนี้
- ทำยังไงให้สินค้าขายได้และบอกต่อ (สินค้าต้องดีและน่าพูดถึง)
- สินค้าต้องไหลผ่าน Social มากขึ้น
- จะต้องมีความเป็นนวัตกรรมใหม่มากขึ้น
- เราต้องอยู่เมื่อลูกค้าต้องการและไม่อยู่เมื่อเขาไม่ต้องการ
โดยก็มีการคุยและ Discussion มาและอธิบายใส่ส่วนของ Open Source Mart ที่ใช้ดีๆโดยพูดถึงคือ Magento และผมกับพี่ฟิวส์ เสริมในเรื่องของ PrestaShop แล้วเขาก็พูดถึงการทำ Marketing 2.0 จาก slide เก่ามาให้ฟัง (ซึ่งผมไม่ได้จดแล้วจำไม่ได้) โดยสรุปสุดท้ายแล้วถ้าเรานำ E-Commerce 2.0 + E-Marketing 2.0 = E-Commerce 2.5 ? โดยผม share idea เสริมนิดหนึงครับว่าการสร้าง E-Commerce 2.5 มันน่าจะเกิดจาก “ที่สินค้าเดิมๆสามารถ customize ได้และยอมให้สร้างเป็น new brand ให้คนทำ affiliate ได้” แล้วก็จะ Win Win เพราะคุณได้ขายสินค้า คงนำไป customize ต่อได้และสร้าง brand (โดย software customize เนี้ยเราต้อง provide ให้เขา)
เกร็ดเล็กเกร็ดในการเริ่มต้นบริษัทขนาดเล็ก
จริงๆแล้วผมจะเข้าไปฝั่ง Ubuqulity แต่พอดี cancel อีกก็เลยมาฟังเรื่องนี้แทน ก็ได้ความรู้นิดหน่อยก็คือ เรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยๆ และส่วนใหญ่ๆจะพูดถึงเรื่องคนว่า เราจะวัดคนๆหนึ่งได้อย่างไร และควรให้เงินเขาเท่าไร ก็มี idea มามากมายครับ โดยปัญหายอดนิยมที่เอามายกประเด็นคุยกันคือ
- เทคนิค - เทคโนโลยี
- คน
- บัญชี - การเงิน
- การบริหารจัดการ
- การเติบโตหรือทดถอย
โดยผมมาไม่ทันเรื่องแรก “เทคนิค-เทคโนโลยี” แต่มาพูดเรื่องคนเนี้ยยาวเลยครับ ว่าเราจะวัดยังไง บางคนก็บอกให้ใช้ดูที่ “Labtop” ว่าใช้ยี่ห้ออะไร บางคนก็บอกว่าต้องให้ลองทำงานจริง ถ้าผ่านโปรถึงจะให้เต็ม พี่วุทมีบอกถ้าผ่านโปรก็มีจ่ายย้อนหลังด้วย (ซื้อหวย) โดยประสบการณ์ที่พี่อภิศิลป์มา share คือ Pantip ครับโดยเริ่มต้นจากเงิน 2 แสนบาทอยู่ได้ 2 ปีแนะแล้วหลังๆก็เริ่มเลี้ยงตัวเองได้เรื่อยมา บางคนก็บอกใช้วิธีการเข้าไปในบริษัทแล้วค่อยๆสร้างกลุ่มแล้ว Outsource ให้บริษัทแม่
โดยเขาบอกว่าธุรกิจ IT ที่อยู่รอดมาคือ ไม่ใช่เน้นที่เงินทุนเยอะทำเร็วๆ แต่เน้นไปที่ำทำธุรกิจที่สายป่านยาวๆ แล้วไม่ต้องหวังในเรื่อง office ที่หรู่หร่าและจะทำให้รอด (low cost management) และส่วนใหญ่จะเริ่มจากกลุ่มเพื่อนๆ โดยที่ผมจดมาและจำได้ก็ประมานนี้ครับ
Continuous Integration 
โดยต้องพูดก่อนว่าเจ้า CI (ขอเรียกย่อๆนะครับ อย่าสับสนกับ Configuration Item นะครับ) โดย CI เนี้ยเหมาะกับงานเป็นทีมครับ idea ก็คือเราจะทำยังไงให้เวลาเราโค๊ด จาก repository (พวก SVN CVS) ไปทำแล้วพอทำเสร็จกลับมา แล้วจะนำไป commit ใน repository ตามเดิมแล้ว เราก็ต้องการรู้ว่า code ของเรานั้นมีผลอะไรกับ software รึเปล่า ดังนั้นเจ้า CI นี้ก็เป็น concept หนึ่งที่มาช่วยแก้ปัญหานี้ (จะสังเกตุได้ว่าต้องมีการ code เป็นทีม ถึงจะเจอปัญหานี้)
ดังนั้นเขาก็เลยพูดว่าการจะทำ Continuous Integration นั้นต้องการอะไรบ้าง
- Source Control Repository Monitor
- Code Standard Check (Optional)
- Unit Testing
- Code Test Coverage
- Fuctional Testing
- Build
- Deployment
- Result Notification
โดยถ้าอยากจะทำ CI จะต้องทำพวกนี้ถึงจะเกิดผล โดยเขามี Recipe ของตัวเองที่ทำขึ้นมาลองจริงคือ
- buildbot (ตัว build)
- django
- nose test (unit testing tool ของ python)
- figleaf (functional testing)
- selenium rc (web ui test tool ส่วนหนึ่งของ functional testing)
- django patch for running selenium
โดยการทำงานนั้นก็คือเมื่อเราเปลี่ยนแปลง code เสร็จนั้นจะทำการสร้างอะไรที่เกี่ยวข้องต่างๆให้เรา แล้วนำไปวางบน repository ให้เราเสร็จแล้วรายงานผลการ test ในส่วนต่างๆให้เรารู้ ประโยชน์ก็คือ เราสามารถรู้ได้ทันทีว่า code ที่เราใส่ไปนั้นมีผลต่อระบบ เ่ช่นไร ดังนั้นเมื่อมันเกิดปัญหาเราก็สามารถกลับไปใช้ code ตัวเก่าได้จากความสามารถของ Repository อย่าง CVS SVN รวมถึงอาจจะรู้สาเหตุแล้วนำมาแก้ไข้แล้ว commit code เข้าไปใหม่ได้
How to date Japanese Girl
หัวข้อสุดท้ายแล้วครับ คนดูเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกก แล้วก็สนุกมากๆด้วยครับ โดยผมได้มา 2 คำคือ Kimoi อ่านว่า กิ-โม-อิ (ไม่ใช่กิโมจิ ในหนังนะ) แล้วก็ Uzai (อันนี้จำมิได้) แต่คำแรกแปลว่า รู้สึกแย่ ส่วนคำสองคือ น่ารำคาญ แล้วก็ Daijoubu ที่แปลว่า Are you ok ? โดยผมก็ได้แต่คำศัพท์นี้และครับ แล้วก็จำได้นิดหน่อยๆเกี่ยวกับ Japanese Girl โดยสาวญี่ปุ่นโสดที่อยู่ในเมืองไทยจะอยู่ ทองหล่อแล้วก็ซอยรางน้ำ โดยเฉพาะสุขุมวิท 33 (เขาบอกมางี้อะนะ จากหญิงญี่ปุ่นแท้ๆ) แล้วจะชอบไป pub , bar ที่ดังๆ ดังนั้นถ้าอยากเจอสาวญี่ปุ่นก็แถวนั้นได้เลย แต่เขาก็บอกมาว่าสาวญี่ปุ่นเป็นอย่างไรชอบอย่างไร ?
- สาวญี่่ปุ่นไม่ชอบให้ต่อแยมากเหมือน “stalker” หรือผู้ย่องตาม
- ไม่ชอบคำถาม “ทำอะไรอยู่” หรือ SMS ที่ถามว่าทำอะไรอยู่ มันน่ารำคาญ
- ชอบผู้ชายที่มีเมตตาจริงๆไม่ใช่เสแสร้ง
ผมจำได้ประมาณนี้มีใครจำอะไรได้บ้างครับ แล้วเขาก็ปิดท้ายว่า “สาวญี่ปุ่นในไทยไม่เหมือนสาวที่ญี่ปุ่น แต่ก็เป็นชาวญี่ปุ่นนะ” โดย session นี้สนุกและข้ำกันสุดเลยครับ
เนื้อหาคล้ายกันที่น่าสนใจ

หัวข้อสุดท้ายฮาจริงๆครับ
ตอนที่ผู้จัดเดินมาบอกเรื่องปาร์ตี้ “Because everyone’s here..”
เมื่อวานไปมาเหมือนกันอะคะ ได้ความรู้กลับมาเพียบเลย ถึงบางทีจะฟังออกบ้างไม่ออกบ้างก็ตาม แต่วันนี้ไ่ม่ได้ไป
[...] วันแรกกับ Barcamp Bangkok โดย Dominixz http://www.dominixz.com/blog/geek-tips/day-1-barcamp-bangkok-30-august/ [...]
เสียดายไม่ได้ไป เฮอออ
โอยยย พลาดซะแล้ว ไม่ได้ฟัง session สุดท้าย เสียดาย ทำงานซอยรางน้ำพอดีเลย
สรุปได้สุดยอดจริงๆ ครับ
เขียนได้ละเอียดมากเลย Dom !! เจ๋งๆ
เราฟังยังเก็บได้ไม่หมดเท่านี้เลยนะเนี๊ย
จะรออ่านสรุปงานของวันนี้ต่อนะ ! สู้ๆ
เก็บมาได้แต่หัวข้อสุดท้ายอ่ะ 555
BarcampBangkok2 Session Cache…
TopicsHow to date a japanese girl [Slide][Photo][Other]Thaithon [Movie Clip]Use any fonts you please on your website [Slide]Web 2.0 [Movie Clip]Agile [Movie Clip] (I like this guy, I had to listen Agile at their company)The next generation of Mozilla…
ละเอียดดีครับ ได้อ่านอันที่เราไม่ได้เข้า สรุปได้ดีครับ
อ้อ มาช่วยแก้เรื่องแหล่งชุมนุมสาวญี่ปุ่นนะครับ
ซอยสุขุมวิท 33 ครับ ไม่ใช่รางน้ำ รางน้ำมันไม่มีซอยย่อยถึง 33 หรอกครับ ^_^
ไว้ไปเจอกันแถวนั้น lol
ขอบคุณครับ ผมแก้แล้วเรียบร้อยครับตอนผมฟังจำได้แต่ 33 T-T
ไดโจบู้~~~~
มาทักทายเฉยๆ ไล่อ่านบล๊อกอยู่ 555